
Probiotics and โรคปอด
กันยายน 21, 2023
Probiotics and โรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน
กันยายน 21, 2023โพรไบโอติกลดความเสี่ยงเกิดมะเร็ง!
โรคมะเร็ง (Cancer)
มะเร็ง หรือเนื้องอกร้าย (Malignant tumors) คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับพันธุกรรม ทำให้เกิดเซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวและเจริญเติบโตอย่างไร้ขอบเขตและไร้การควบคุม เซลล์ร้ายพัฒนากลายเป็นก้อนมะเร็งที่รบกวนการทำงานของเซลล์ปกติในอวัยวะ และแพร่กระจายลุกลามผ่านทางระบบเลือด และระบบทางเดินน้ำเหลืองไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ปอด ตับ ลำไส้ เต้านม หรือต่อมน้ำเหลือง มะเร็งแตกต่างตามตำแหน่งของอวัยวะที่เป็นจุดกำเนิดของโรคและชนิดของเซลล์มะเร็ง
เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้อย่างไร ?
โดยทั่วไป ร่างกายมนุษย์จะผลิตเซลล์ตามธรรมชาติ โดยเซลล์จะเจริญเติบโต เกิดการแบ่งตัว และทำหน้าที่แตกต่างกันไปตามอวัยวะส่วนนั้นของร่างกาย การทำงานของของเซลล์จะถูกกำหนดหน้าที่โดยสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) แต่เมื่อใดก็ตามที่เซลล์เกิดการกลายพันธุ์ภายในโครงสร้างของดีเอ็นเอ เซลล์จะเกิดการแบ่งตัวอย่างควบคุมไม่ได้และพัฒนาต่อไปกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ก่อนที่จะค่อย ๆ ขยายขนาดเป็นก้อนมะเร็งในอวัยวะต้นกำเนิด โดยเซลล์มะเร็งเหล่านี้สามารถเล็ดลอดจากกระบวนการกำจัดเซลล์ร้ายตามธรรมชาติและดำรงอยู่ในร่างกายแก่อนที่จะลุกลามแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ และขัดขวางกระบวนการทำงานในร่างกาย ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมา
กลุ่มของโรคมะเร็ง
มะเร็งถูกจำแนกด้วยชนิดของเซลล์มะเร็ง จุดกำเนิด การเจริญเติบโต ระยะของมะเร็ง และการตอบสนองต่อการรักษา มะเร็งที่มีจุดกำเนิดที่อวัยวะหนึ่ง แม้ลุกลามไปสู่อวัยวะอื่น มะเร็งก็จะยังคงคุณสมบัติเดิมของจุดกำเนิดของเซลล์มะเร็งชนิดนั้น เช่น มะเร็งที่มีจุดกำเนิดที่ตับ แม้ต่อมาแพร่กระจายไปยังลำไส้ ก็จะยังคงเป็นมะเร็งตับ โดยการรักษาจะยึดการรักษามะเร็งตับเป็นหลัก โดยทั่วไปมะเร็งสามารถจำแนกออกได้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ตามอวัยวะที่เป็นจุดกำเนิดของเซลล์มะเร็ง
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง
ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน แพทย์จะยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคมะเร็งได้ว่ามาจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงสาเหตุเดียวหรือมาจากหลากหลายสาเหตุ การตระหนักและตื่นตัวต่อปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งสามารถจำแนกได้จากปัจจัยภายนอก เช่น ควันบุหรี่ มลพิษทางอากาศ PM2.5 หรือสารก่อมะเร็ง และจากปัจจัยภายใน เช่น พันธุกรรม ดังนี้ ปัจจัยภายนอก ได้แก่
- บุหรี่ และการสูดดมควันบุหรี่มือสอง เป็นปัจจัยหลักที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งและอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงตามมา ผู้ที่สูบบุหรี่หรือสูดดมควันบุหรี่มือสองเป็นประจำมีแนวโน้มสูงที่จะตรวจพบมะเร็ง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร หรือมะเร็งปากมดลูก
- สารเคมี เช่น เบนซิน (Benzene) แร่ใยหิน (Asbestos) แคดเมียม (Cadmium) นิกเกิล (Nickle) พอลิไวนิลคลอไรด์ (Polyvinyl chloride) ยาฆ่าแมลง (Pesticides)
- สิ่งแวดล้อม การสัมผัสกับสารพิษในสิ่งแวดล้อม เช่น 5 ก๊าซเรดอน (Radon) ยูเรเนียม (Uranium) ไอเสียจากดีเซล หรือผลิตภัณฑ์จากถ่านหิน
- เชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น ไวรัสเอชไอวี (HIV) ไวรัสแอชพีวี (HPV virus) ไวรัสตับอักเสบบีและซี (Hepatitis B & C virus)
- รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ในแสงแดดอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนังได้
- มีประวัติเคยผ่านการฉายรังสีเพื่อรักษามะเร็งมาก่อน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งไทรอยด์
- แอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับ มะเร็งในกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้
- การรับฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไป พบความสัมพันธ์ในการเกิดมะเร็งเต้านม และมะเร็งเยื่อบุมดลูกจากการได้รับการรับฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไป
- สารก่อมะเร็งในอาหาร เช่น อาหารปิ้ง ย่าง หรือทอดที่ไหม้เกรียม สารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเป็นสารพิษที่เกิดจากเชื้อรา สารไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon) เช่น สารไนโตรซามีน (Nitrosamines) ที่มีอยู่ในอาหารหมักดอง
- การับประทานอาหารไขมันสูง อาจเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งโพรงมดลูก มะเร็งหลอดอาหาร
ปัจจัยภายใน ได้แก่
- มีประวัติบุคคลในครอบครัวเดียวกันป่วยด้วยโรคมะเร็ง โดยมะเร็งชนิดนี้เกิดจากความผิดปกติของยีน หรือสารพันธุกรรม
- อายุที่เพิ่มขึ้น วัยที่เพิ่มมากขึ้นอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้
สัญญาณและอาการของโรคมะเร็ง
โรคมะเร็งหลายชนิดไม่มีอาการแสดงในระยะแรกเริ่ม และมะเร็งบางชนิดอยู่ในอวัยวะที่ตรวจพบได้ยาก หรือถูกบดบังโดยอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย จนเมื่อเซลล์มะเร็งได้ลุกลามแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนต่าง ๆ สัญญาณและอาการของมะเร็งจึงจะแสดงออกอย่างชัดเจน โดยสัญญาณและอาการของโรคมะเร็งที่ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย ได้แก่
- มีเลือดออกผิดปกติในบริเวณต่าง ๆ เช่น ทวารหนัก ปากมดลูก
- ภาวะกลืนอาหารลำบาก รู้สึกเสียดท้องบ่อย
- เป็นไข้เรื้อรัง
- ปัสสาวะมีเลือดปน ปัสสาวะลำบาก
- อุจจาระเป็นสีดำหรือมีเลือดปน อุจจาระลำบาก
- ไอเรื้อรัง ไอมีเสมหะปนเลือด เสียงแหบแห้ง
- ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกระดูก
- แผลหายช้า หรือเป็นแผลเรื้อรัง
- คลำได้ก้อนที่คอ เต้านม หรือตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
- ไฝ หูด หรือปานบนร่างกายขยายขนาดใหญ่ขึ้น คัน หรือมีเลือดออก
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
- ตกขาวผิดปกติ มีเลือดออกทางช่องคลอด
มะเร็งมีกี่ระยะ ?
ระยะของมะเร็ง พิจารณาจากปัจจัยหลายปัจจัย รวมถึงขนาด ตำแหน่ง และการลุกลามของเซลล์มะเร็ง โดยมะเร็งแต่ละชนิดจะแบ่งระยะแตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน แต่หลักการโดยทั่วไป จะแบ่งได้ดังนี้
ระยะที่ 1: มะเร็งจำกัดอยู่ในบริเวณเล็ก ๆ และยังไม่ลุกลามแพร่กระจาย
ระยะที่ 2: มะเร็งเติบโตภายในอวัยวะแต่ไม่ลุกลามแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ
ระยะที่ 3: มะเร็งมีขนาดโตขึ้น และอาจลุกลามแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ
ระยะที่ 4: มะเร็งลุกลามแพร่กระจายไปยังอวัยวะ หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่ไกลออกไป
วิธีการรักษาโรคมะเร็ง
การรักษามะเร็งสามารถกระทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ประเภท ระยะของการดำเนินโรค และความต้องการเฉพาะบุคคล ดังนี้
- การผ่าตัด (Surgery)
การผ่าตัดเป็นทางเลือกหลักสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งในระยะแรกเริ่ม โดยสามารถรักษาให้หายขาดได้ ในบางกรณี อาจใช้การฉายแสงหรือใช้เคมีบำบัดควบคู่ เพื่อลดขนาดเซลล์มะเร็งก่อนการผ่าตัด
- การบำบัดด้วยรังสี (Radiotherapy)
ใช้พลังงานรังสีที่มีความเข้มข้นสูงเพื่อลดขนาดเนื้องอกผ่านการฆ่าเซลล์มะเร็ง วิธีนี้มักใช้ร่วมกับเคมีบำบัดในช่วงการผ่าตัด การรักษาด้วยรังสีอาจเป็นทางเลือกหลักในการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งในระยะลุกลาม
- การให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)
การให้ยาเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งผ่านการกินหรือฉีดเข้าเส้นเลือดนอกจากนี้เคมีบำบัดยังสามารถใช้บรรเทาอาการปวดจากก้อนมะเร็ง
- การรักษามะเร็งด้วยยาแบบมุ่งเป้า (Targeted therapy)
การรักษาด้วยยาแบบกำหนดเป้าหมายจะเน้นการทำให้เซลล์มะเร็งตาย โดยการหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติโดยไม่ส่งผลต่อเซลล์ปกติ โดยแพทย์จะทำการตรวจวิธีการกลายพันธุ์ของยีนก่อน
- การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)
อาศัยหลักการใช้ภูมิคุ้มกันเพื่อจัดการกับเซลล์มะเร็งในร่างกายผ่านการฉีดยาเพื่อเข้าไปขัดขวางกระบวนการผลิตโปรตีนที่เซลล์มะเร็งใช้ในการป้องกันไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันโจมตี
- การรักษาแบบผสมผสานและการจัดการกับความเจ็บปวด (Palliative care and pain management)
เป็นรูปแบบการดูแลประคับประคองให้ผู้ป่วย มีสุขภาพจิตที่แข็งแรงหลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งและเข้ารับการรักษา จากงานวิจัยพบว่าผู้ป่วยมะเร็งสามารถมีอายุกว่าถึง 3 เดือนหากได้รับกำลังใจที่ดีจากคนรอบข้าง
โพรไบโอติกช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ ?

ไมโครไบโอมในลำไส้สามารถมีบทบาทสำคัญในการรักษาสภาวะสมดุลในร่างกายมนุษย์ ความไม่สมดุลในไมโครไบโอมในลำไส้สามารถนำไปสู่การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้เกิดการอักเสบและการเริ่มกระบวนการของโรค รวมถึงมะเร็ง ผลการวิจัยพิสูจน์ว่าโพรไบโอติกบางสายพันธุ์ที่ช่วยเรื่องระบบภูมิคุ้มกันสามารถนำมาใช้ในการป้องกันมะเร็งหรือ/และเป็นการรักษาแบบเสริมในระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัดต้านมะเร็ง
ล่าสุดในการวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิผลของโพรไบโอติกในการป้องกันและสนับสนุนการรักษาโรคมะเร็ง ประเด็นที่อธิบายไว้เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านมะเร็งของจุลินทรีย์โพรไบโอติกและสารเมตาบอไลต์ของโพรไบโอติกจากการเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย และบางสายพันธุ์สามารถลดการอักเสบได้ซึ่งการอักเสบเป็นต้นตอของการเกิดมะเร็ง นอกเหนือจากประโยชน์ในแง่ของภูมิคุ้มกันโดยรวมต่อสุขภาพ ยังมีอีกหนึ่งประโยชน์ที่สำคัญมาก ๆ ที่อยากให้รู้ก็คือ มันยังช่วยลดผลข้างเคียงจากการใช้เคมีบำบัดรักษาในผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ด้วย อย่างที่เราเคยทราบกันดีว่าเคมีบำบัดนอกจากมันจะมีผลต่อการทำลายเซลล์มะเร็งแล้ว มันยังทำลายเซลล์ปกติของร่างกายที่มีการแบ่งตัวเร็ว อย่างเกล็ดเลือด ไขกระดูก เส้นผม ได้ด้วย ขณะเดียวกันมันยังเป็นตัวลดทอนประสิทธิภาพการทำงานของภูมิคุ้มกันบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง และยังก่อให้เกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ เช่น ผลข้างเคียงในกระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งส่งผลต่อความแข็งแรงของร่างกายผู้ป่วยโดยตรงได้อีกด้วย
แต่หากผู้ป่วยมะเร็งได้รับโพรไบโอติก ไปฟื้นฟูและเสริมการทำงานของลำไส้ ลำไส้ก็จะมีความแข็งแรงดูดซึมสารอาหารได้ดี สิ่งที่ตามมาก็คือ เม็ดเลือดขาวและภูมิคุ้มกันก็จะทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ โอกาสที่ร่างกายของผู้ป่วยจะต่อสู้และได้รับผลกระทบจากยาเคมีบำบัดนั้นก็ย่อมลดลงตามไปด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า โพรไบโอติกนั้นเป็นตัวช่วยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยป้องกันผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดในผู้ป่วยโรคมะเร็งได้อีกด้วย
Q: โพรไบโอติกควรทานช่วงไหนหากอยู่ในช่วงการรักษามะเร็ง ?
A: แนะนำให้ทานเว้นช่วง 1-2 อาทิตย์หลังการรักษาด้วยเคมีบำบัด (คีโม) เพราะหลังคีโมจะมีอาการไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ตามมาจากการทำคีโม เช่น ปวดหัว อาเจียน มวนท้อง ท้องเสีย เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคสับสนและคิดว่าเกิดจากการทานโพรไบโอติก ควรเว้นระยะสักพักนึงจนอาการข้างเคียงทุเลาลงและดีขึ้น และงดโพรไบโอติกในวันที่ฉายแสงเนื่องจากรังสียูวีสามารถทำให้โพรไบโอติกตายก่อนจะยึดเกาะที่ลำไส้ได้ หากฉายแสงเฉพาะที่ เช่น ฉายเฉพาะมือ เท้า สามารถทานได้ตามปกติ และที่สำคัญโพรไบโอติกไม่มีกลไกเข้าไปรบกวนการทำงานของการฉายแสงหรือการให้ยาเคมีบำบัดรวมถึงยารักษาแบบพุ่งเป้า ทั้งนี้ก่อนทานควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลร่วมด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- งานวิจัย slizewska, Katarzyna et al. “The Role of Probiotics in Cancer Prevention.” Cancers vol. 13,1 20. 23 Dec. 2020, doi:10.3390/cancers13010020
- https://www.medparkhospital.com/disease-and-treatment/cancer
- https://www.wattanosothcancerhospital.com/all-about-cancer/9-diet-secrets-for-cancer-prevention
- https://akesisoncology.com/th/probiotics





