
LGBTQ+ and Probiotics
กันยายน 21, 2023
Probiotics and โรคมะเร็ง
กันยายน 21, 2023ทานโพรไบโอติกป้องกันโรคปอดอักเสบ

โรคปอดอักเสบ (pneumonitis)
โรคปอดบวม ปอดอักเสบ คือ ภาวะติดเชื้อในปอด โดยมีสาเหตุจากภายในถุงลมปอดอาจมีของเหลวหรือหนองคั่งสะสม มีเสมหะสีเขียวเหลือง มีอาการไข้หนาวสั่น หายใจลำบากร่วมด้วย พยาธิของโรคอาจจะเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ เป็นการอักเสบของเนื้อปอดที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะปอดอักเสบจากการติดเชื้อในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ ซึ่งบางครั้งการติดเชื้ออาจรุนแรงและทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
โรคปอดอักเสบเกิดได้จาก 2 สาเหตุ ได้แก่
1. ปอดอักเสบจากการติดเชื้อ โดยเชื้อโรคที่เข้าสู่ปอดและทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ ได้แก่ เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา ซึ่งเชื้อที่พบจะแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มอายุ และสภาพแวดล้อมที่เกิดโรค เช่น ได้รับเชื้อจากที่ชุมชนทั่วไป หรือจากภายในโรงพยาบาล ทั้งนี้ เชื้อแบคทีเรียที่พบ ได้แก่
- เชื้อ Streptococcus pneumoniae
- เชื้อ Haemophilus influenzae type b
- เชื้อ Chlamydia pneumoniae
- เชื้อ Legionella spp.
- เชื้อ Mycoplasma pneumoniae
- ส่วนเชื้อไวรัส ได้แก่ เชื้อ Respiratory Syncytial Virus (RSV), เชื้อ Influenza หรือเชื้อไข้หวัดใหญ่
- และเชื้อราจากมูลนกหรือซากพืชซากสัตว์
การอักเสบเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจนทำให้เชื้อโรคบางชนิดเข้าสู่ปอดและเกิดการติดเชื้อลุกลามขึ้น แม้ว่าสุขภาพจะยังดีอยู่แล้ว แต่บางครั้ง เชื้อโรคเหล่านี้แข็งแรงมากจนระบบภูมิคุ้มกันต้านไม่ได้ โรคปอดอักเสบสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่ในกรณีของปอดอักเสบจากการติดเชื้อ มักพบบ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ และผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
2. ปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เกิดจากการหายใจเอาสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น ฝุ่น ควัน บุหรี่ สารเคมีที่ระเหยได้ นอกจากนี้ การใช้ยาปฏิชีวนะ ยาเคมีบำบัด และยาสำหรับควบคุมการเต้นของหัวใจบางชนิดก็อาจทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบได้
แม้ว่าโรคปอดอักเสบจากทั้งสองสาเหตุจะมีอาการใกล้เคียงกัน แต่วิธีการป้องกันและรักษาแตกต่างกัน และเนื่องจากโรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อสามารถติดต่อได้ง่ายจึงเป็นชนิดที่พบได้มากกว่า และจำเป็นต้องเฝ้าระวังผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาด
อาการของโรคปอดอักเสบ ได้แก่
- ไอมีเสมหะ
- เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ
- หายใจเร็ว หายใจหอบ หายใจลำบาก
- มีไข้ เหงื่อออก หนาวสั่น
- คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย
- อ่อนเพลีย
- ผู้สูงอายุอาจมีอาการซึม ความรู้สึกสับสน อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ
- เด็กเล็กอาจมีอาการท้องอืด อาเจียน ซึม ไม่ดูดนมหรือน้ำ
ทั้งนี้ ระดับความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ อายุ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
สำหรับการรับเชื้อสามารถเกิดได้หลายวิธี เช่น
- การไอ จาม หรือหายใจรดกัน ซึ่งเป็นการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศในรูปละอองฝอยขนาดเล็กเข้าสู่ปอดโดยตรง
- การสำลักเชื้อที่สะสมอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบนลงสู่ปอด เช่น สำลักน้ำลาย อาหาร หรือสารคัดหลั่งในทางเดินอาหาร กรณีนี้พบได้ในผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
- การแพร่กระจายของเชื้อตามกระแสโลหิต โดยผู้ป่วยอาจติดเชื้อที่อวัยวะอื่นนำมาก่อน เช่น ผู้ป่วยที่ใส่สายสวนปัสสาวะ หรือใส่สายเข้าหลอดเลือดดำใหญ่เป็นเวลานานๆ
- การลุกลามจากการติดเชื้อที่อวัยวะข้างเคียงปอด เช่น เป็นฝีในตับแตกเข้าสู่เนื้อปอด
- การทำหัตถการบางอย่างในโรงพยาบาล เช่น การส่องกล้องหลอดลม (bronchoscopy) การดูดเสมหะที่ไม่ระวังการปนเปื้อน การใช้เครื่องช่วยหายใจ เครื่องมือทดสอบสมรรถภาพปอด หรืออุปกรณ์ให้ความชื้นในรูปฝอยละออง (nebulizer) ที่มีเชื้อปนเปื้อน หรือแม้แต่การได้รับเชื้อผ่านทางมือของบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้ล้างให้สะอาดก็ทำให้เกิดปอดอักเสบได้
การวินิจฉัยโรคปอดอักเสบ
- การตรวจเลือด
- การถ่ายภาพด้วยรังสีเอ็กซ์ (Chest X-Ray)
- การตรวจวัดความอิ่มตัวออกซิเจนของฮีโมโกลบินจากชีพจร
- การตรวจเสมหะ
- ในบางกรณี แพทย์อาจเลือกการตรวจเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ สำหรับผู้ป่วยที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปหรือมีอาการรุนแรง
- การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
- การเพาะเชื้อจากของเหลวในเยื่อหุ้มปอด หรือการส่องกล้องผ่านหลอดลม
การรักษาโรคปอดอักเสบ
แพทย์จะมีวิธีการรักษาที่เน้นการรักษาการติดเชื้อและป้องกันภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ การใช้ยาปฏิชีวนะ
การใช้ยาละลายเสมหะ ช่วยลดอาการไอ การใช้ยาลดไข้/ยาแก้ปวด เป็นต้น โรคปอดอักเสบโดยเฉพาะที่เกิดจากการติดเชื้ออาจมีความรุนแรงมากจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ การป้องกันโรคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรค แพทย์แนะนำให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงซึ่ง หมายถึง เด็กเล็ก ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำหรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง ฉีดวัคซีนที่ให้ผลในการลดอัตราการเกิดโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อ ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Flu vaccine) และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine) สำหรับป้องกันการติดเชื้อ Streptococcus pneumonia หรือที่เรียกกันว่าเชื้อนิวโมคอคคัส โดยวัคซีนนี้ มี 2 ชนิด คือ
- วัคซีนแบบโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide) สำหรับฉีดในผู้ใหญ่ที่มีปัจจัยเสี่ยงและผู้สูงอายุ โดยควรฉีดซ้ำหลังจากเข็มแรก 5 ปี
- วัคซีนแบบคอนจูเกต (Conjugate) แบ่งออกเป็นชนิดป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส 7 สายพันธุ์ (PCV7), 10 สายพันธุ์ (PCV10) และ 13 สายพันธุ์ (PCV13) ทั้งสามชนิดได้รับการรับรองให้ฉีดป้องกันเชื้อในเด็กตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์ – 5 ปี ยกเว้นวัคซีนชนิด 13 สายพันธุ์ที่ได้รับการรับรองให้ฉีดในผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและมีอายุ 50 ปีขึ้นไป
ทั้งนี้ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสามารถฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบพร้อมกันในวันเดียวได้ โดยฉีดคนละแขนและเป็นการฉีดแบบผู้ป่วยนอก หลังฉีดวัคซีนอาจมีอาการปวดบวมบริเวณที่ฉีดเล็กน้อยแต่จะหายเองได้ภายใน 2-3 วัน
การป้องกันโรคปอดอักเสบ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยสามารถทำได้ด้วยตนเอง ดังนี้ :
- งดสูบบุหรี่หรือสูดดมควันบุหรี่จากคนรอบข้าง เนื่องจากบุหรี่จะไปทำลายกระบวนการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจตามธรรมชาติของปอด
- ปรับพฤติกรรมตนเอง เช่น รนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- ดูแลสุขอนามัยส่วนตัว เช่น หมั่นล้างมือเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่น
- หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็น
- เมื่อเป็นหวัด หรือไข้หวัดใหญ่อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรักษาให้หายขาดแต่เนิ่น ๆ
- ทานอาหารเสริม เช่น โพรไบโอติกเพื่อปรับระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น นอกจากนี้โพรไบโอติกบางสายพันธุ์สามารถช่วยในเรื่องลดการอักเสบได้อีกด้วย
ในปี 2021 มีงานวิจัยของกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด ได้นำโพรไบโอติกมาช่วยในการรักษาร่วมกับยา พบว่า การทานโพรไบโอติกสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคปอดอักเสบได้มากถึง 20% เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่รับประทานยาป้องกันการอักเสบเพียงอย่างเดียว นั่นบ่งบอกว่า โพรไบโอติกนอกจากช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้แล้วยังส่งเสริมให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นจากการปรับระบบภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย แต่จากการศึกษาในครั้งนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า ควรทานโพรไบโอติกตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดโรคเหล่านี้ ยิ่งผู้ที่มีความเสี่ยงสูงยิ่งควรทานเพราะจะช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดอาการที่รุนแรง หากเกิดอาการรุนแรงจนเข้า ICU การรักษาอาจไม่เป็นผลเท่าที่ควร
ในประเทศไทยมีโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยที่มีการทดสอบแล้วว่าช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันได้ และมีคุณสมบัติพิเศษในการลดการอักเสบด้วยการลดระดับ TNF-alpha ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ก่อให้เกิดการอักเสบ
ซึ่งโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยสามารถหารับประทานได้จากผลิตภัณฑ์ Winona Probio เป็นโพรไบโอติกส์ชนิดจุลินทรีย์มีชีวิตเจ้าแรกที่อยู่ในแคปซูลของคนไทยสูตรเฉพาะของ Winona Probio โดยศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านวิจัยโพรไบโอติก คณะแพทยศาสตร์ มศว ได้คิดค้นและพัฒนาโพรไบโอติกส์สายพันธุ์ไทย L. paracasei MSMC39-1 และ Bifidobacterium animalis TA-1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ท้องถิ่นที่คัดแยกพัฒนาและทดสอบในกลุ่มประชากรไทย จึงเหมาะกับสภาวะคนไทยมากที่สุด ด้วยคุณสมบัติที่ดีมากเป็นโพรไบโอติกแบบเชื้อเป็น เป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิตอยู่ในรูปแบบของแคปซูลที่พร้อมเข้าไปเติบโตยึดเกาะที่ผนังของลำไส้ ช่วยในการปรับระบบองค์รวมของสุขภาพได้ทันที
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- งานวิจัย Johnstone J, Meade M, Lauzier F, et al. Effect of Probiotics on Incident Ventilator-Associated Pneumonia in Critically Ill Patients: A Randomized Clinical Trial. JAMA. 2021;326(11):1024–1033. doi:10.1001/jama.2021.13355
- เว็บไซต์ โรคปอดบวม ปอดอักเสบ (Pneumonia) อาการ สาเหตุ การตรวจวินิจฉัย และการรักษา | MedPark Hospital
- เว็บไซต์ https://www.bumrungrad.com/th/conditions/pneumonitis



