
สุขภาพลำไส้สำคัญต่อดวงตาและการมองเห็น
กันยายน 21, 2023
โพรไบโอติก (Probiotics) และการฟื้นฟูระบบลำไส้หลังท้องเสีย
กันยายน 27, 2023โพรไบโอติก VS Apple Cider Vinegar
อ้างอิงภาพ : https://cdn.shopify.com/s/files/1/0191/6439/7668/files/Bacteria_Present_in_Probiotics.jpg?v=1673917744 และ https://wellbeingnutrition.com/cdn/shop/articles/fresh-apple-juice-close-up-shot_53876-65292.jpg?v=1678361229
โพรไบโอติก คืออะไร
โพรไบโอติก คือ จุลินทรีย์ที่มีชีวิตที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเมื่อรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกาย มีส่วนช่วยในเรื่องการปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้และทั่วทั้งร่างกาย ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร มีส่วนช่วยในการปรับระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น มีส่วนช่วยปรับระดับฮอร์โมนจากการทำงานผ่าน Gut-brain axis สามารถช่วยลดความอยากอาหารได้ในผู้บริโภคบางคน อีกทั้งในบางสายพันธุ์สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ
Apple Cider Vinegar คืออะไร
Apple Cider Vinegar คือ น้ำส้มสายชูที่หมักได้จากแอปเปิ้ลสด จะมีลักษณะเป็นน้ำสีเหลือง มีรสชาติที่เปรี้ยวจัด และมีความเป็นกรดที่เข้มข้นมาก มีวิธีการทำ คือ นำมาบดและปล่อยให้เกิดการหมักตัวกับยีสในถังไม้ โดยไม่ผ่านกระบวนการความร้อนและการคัดกรอง จึงยังคงเอนไซม์และแร่ธาตุจากธรรมชาติไว้อย่างครบถ้วน หมักปิดฝาทิ้งไว้จนเกิดแอลกอฮอล์ จากนั้นเติมแบคทีเรียลงไปเพื่อทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ จะเกิดกรดอะซิติก (Acetic acid) ขึ้น
ประโยชน์ของ Apple Cider Vinegar
1. ลดความอยากอาหาร
เนื่องจาก Apple Cider Vinegar จะทำให้ลดอัตราการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินในกระแสเลือด ที่เป็นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความหิว เมื่ออินซูลินหลั่งน้อยลง จึงทำให้ลดความอยากอาหารได้
2. ช่วยระบบย่อยอาหาร
เนื่องจาก Apple Cider Vinegar มีส่วนช่วยทำให้ระบบการย่อยโปรตีน ในกระเพาะอาหารทำงานได้ดีขึ้น เนื่องจากมีความเป็นกรด จึงทำปฏิกิริยากับโปรตีนและช่วยย่อยได้ดี และเข้าไปช่วยระบบย่อยอาหารทำลายแบคทีเรียไม่ดี ที่เป็นสาเหตุทำให้ท้องเสีย หรือท้องผูกอีกด้วย นอกจากนี้ ยังลดอาการท้องผูก ท้องอืด แน่นท้อง ที่เกิดจากอาหารไม่ย่อย
3. มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก
ประโยชน์ทางอ้อมที่ได้จากการรับประทาน Apple Cider Vinegar เพราะเนื่องจากลดความอยากอาหารได้ จึงทำให้อิ่มเร็ว เพิ่มระบบการเผาผลาญพลังงานของร่างกายให้ทำงานดีขึ้น และทำให้หิวน้อยลงด้วย
4. ช่วยระบบทางเดินหายใจ แก้อาหารหวัด ไซนัส ลดเสมหะได้
สามารถใช้กลั้วคอ เมื่อมีอาการหวัด เพื่อลดเสมหะ และแบคทีเรีย โดยผสมApple Cider Vinegar 2 ส่วน ต่อน้ำ 1 ส่วน นำมากลั้วคอ แล้วบ้วนทิ้ง เพราะอัตราส่วนการผสมแบบนี้ค่อนข้างเข้มข้นมาก จะทำลายเนื้อเยื่อกระเพาะอาหารได้ จะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องปากได้ และบรรเทาอาหารเจ็บคอ หรือผสม Apple Cider Vinegar 2 ช้อนชากับน้ำอุ่น 1 แก้ว ดื่มก่อนนอน ช่วยลดเสมหะ บรรเทาอาการหวัด
5. ลดเบาหวาน
Apple Cider Vinegar สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เนื่องจากลดอัตราการหลั่งอินซูลิน จึงทำให้ระบบการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ย่อยคาร์โบไฮเดรตเพื่อเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างช้า ๆ และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้น้อยลงและนำน้ำตาลที่เปลี่ยนเป็นกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อมากขึ้น และใน Apple Cider Vinegar มีกรดบางชนิดที่ช่วยยับยั้งการเอนไซม์ที่ย่อยคาร์โบไฮเดรต ทำให้เกิดการย่อยสลายอย่างช้า ๆ ทำให้เกิดการย่อยคาร์โบไฮเดรตเปลี่ยนเป็นน้ำตาลช้าลง และดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้น้อยลง
ข้อจำกัดในการดื่ม Apple Cider Vinegar
คือ เจือจางน้ำส้มแอปเปิลไซเดอร์ 2 ช้อนชา ลงในน้ำ 1 แก้ว หรือใช้น้ำสะอาดปริมาณมากกว่านี้ได้ ในหนึ่งวันไม่ควรรับประทานน้ำส้มแอปเปิลไซเดอร์เกิน 2 ช้อนชา เนื่องจากมีความเป็นกรด หากรับประทานในปริมาณมาก ในระยะยาวอาจจะทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารได้
Apple Cider Vinegar มีข้อเหมือนหรือต่างจากโพรไบโอติกอย่างไร ?

จากข้อมูลข้างต้นคุณสมบัติของ Apple Cider Vinegar คล้ายคลึงกับคุณสมบัติของโพรไบโอติก จนหลาย ๆ คนเข้าใจว่า Apple Cider Vinegar คือโพรไบโอติก แต่ความจริงนั้นอาหารสองอย่างนี้มีข้อแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอยู่แม้ว่าประโยชน์จะไปในทิศทางเดียวกัน และข้อเสียของ Apple Cider Vinegar ค่อนข้างมากกว่า
| โพรไบโอติก | Apple Cider Vinegar |
| 1. เป็นจุลินทรีย์ | 1. เป็นสารน้ำที่ได้จากการหมัก |
| 2. ช่วยระบบย่อยอาหารโดยจุลินทรีย์สร้างกรดแลคติคแอซิดในการบีบตัวลำไส้ และช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ให้สมดุลโดยการช่วยกำจัดจุลินทรีย์ตัวร้าย | 2. ช่วยระบบย่อยอาหารโดยกรดอะซีติค ส่งผลภายในกระเพาะอาหารให้ทำงานได้ดีขึ้น เนื่องจากมีความเป็นกรด จึงทำปฏิกิริยากับโปรตีนและช่วยย่อยได้ดี |
| 3. ลดความเสี่ยงหรือบรรเทาสาเหตุของการเกิดโรคติดต่อไม่เรื้อรัง เช่น เบาหวาน ไขมัน โรคอ้วนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยที่ 2.1 โพรไบโอติกจะไปใช้น้ำตาลกลูโคสในลำไส้และช่วยยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสในลำไส้ ดังนั้นจึงมีน้ำตาลน้อยลงในกระแสเลือด 2.2 ลดไขมันได้ทางตรงโดยการที่โพรไบโอติกจะเข้าไปดักจับไขมันและขับออก 2.3 มีส่วนช่วยในการช่วยลดแบคทีเรียตระกูล Firmicutes ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีผลเพิ่มการดูดซึมไขมัน และเป็นแบคทีเรียตัวร้าย 2.4 โพรไบโอติกที่มีคุณสมบัติพิเศษในการหลั่งเอนไซม์ไบล์ซอลไฮโดรเลส สามารถช่วยลดระดับไขมันได้ทางอ้อมโดยการที่ไปตัดพันธะของเกลือน้ำดีเพื่อให้มีการดึงคอเลสเตอรอลในร่างกายมาใช้เพิ่มมากขึ้น ทำให้คอเลสเตอรอลในร่างกายลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ | 3. ลดความเสี่ยงหรือบรรเทาสาเหตุของการเกิดโรคติดต่อไม่เรื้อรัง เช่น เบาหวาน ไขมัน โรคอ้วนได้จากการทำงานของกรดอะซิติกได้อย่างเดียว 2.1 ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เนื่องจากลดอัตราการหลั่งอินซูลิน จึงทำให้ระบบการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ย่อยคาร์โบไฮเดรตเพื่อเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างช้า ๆ และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้น้อยลง |
| 4. สามารถรักษาและบรรเทาโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อจุลินทรีย์ ได้โดยที่ไม่ทำลายจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียตัวดีในร่างกาย ส่งเสริมการปรับสมดุลจุลินทรีย์ ทำให้ร่างกายยังคงมีความสมดุลของจุลินทรีย์อยู่ | 4. สามารถรักษาและบรรเทาโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อจุลินทรีย์ ในปริมาณที่เข้มข้นเกินไปสามารถทำลายแบคทีเรียตัวดีได้ ผู้บริโภคบางคนใช้แทนยาปฏิชีวนะ ส่งผลให้จุลินทรีย์ในร่างกายไม่สมดุล อาจมีผลข้างเคียงอื่นๆ ตามมา |
| 5. ลดการอักเสบ 5.1 ลดหรือฆ่าจุลินทรีย์ก่อโรคที่ก่อให้เกิดการอักเสบได้ 5.2 ลดภาวะอักเสบของลำไส้ โดยการปรับสภาพของระบบทางเดินอาหารและลำไส้ให้กลับมาสู่ภาวะปกติ และแข็งแรง ทำให้เยื่อบุลำไส้หลั่งสารพิษออกมาน้อยลง 5.3 สามารถช่วยลดสารตั้งต้นที่ก่อให้เกิดกระบวนการอักเสบได้ คือ TNF-alpha ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่สามารถเกิดขึ้นกับหลายอวัยวะในร่างกาย ทำให้ช่วยลดการอักเสบได้ทั่วทั้งร่างกาย | 5. ลดการอักเสบ 5.1 เป็นการลดการอักเสบจากการทานคาร์โบไฮเดรตมากจนเกินไป (ทางอ้อม) เพราะ คาร์โบไฮเดรตทำให้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า Glycation ทำให้ร่างกายมีอินซูลินเพิ่มขึ้น ซึ่งการเพิ่มของอินซูลินนี้ก็จะไปเพิ่มการอักเสบมากขึ้น หากทาน Apple cider จะไปช่วยลดอัตราการหลั่งอินซูลิน ทำให้การอักเสบลดลง |
| 6. เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ได้โดยตรงจากที่โพรไบโอติกยึดเกาะบริเวณผนังเซลล์ลำไส้ทำให้เกิดกระบวนการกระตุ้นให้เซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันทำงาน รวมถึงป้องกันการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น | 6. เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย (ทางอ้อม) เพราะอุดมด้วยแร่ธาตุธรรมชาติ วิตามิน เอ็นไซม์ จึงช่วยเสริมขบวนการกำจัดพิษของร่างกาย มีกรดพิเศษช่วยจับยึดกับมลพิษในร่างกายจนอยู่ในรูปสารประกอบที่ง่ายต่อการขับถ่ายออกจากร่างกาย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดภายในตับและเสริมการทำงานขนย้ายและกำจัดพิษของตับ ช่วยย่อยสลายเมือกหรือมูกภายในร่างกายเพื่อเร่งการกำจัดออกทางระบบน้ำเหลือง ช่วยชะล้างทำความสะอาดต่อมน้ำเหลือง ทำให้ระบบน้ำเหลืองไหลเวียนดีขึ้น จึงช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันทางอ้อม |
| 7. ข้อจำกัดในการทาน 7.1 ไม่แนะนำให้ทานร่วมยาหรือเครื่องดื่มอาหารที่เป็นกรดสูงเพราะอาจทำลายโพรไบโอติกได้ 7.2 ทานได้ไม่จำกัดโดส เพราะเป็นจุลินทรีย์ ร่างกายสามารถขับออกได้หากมีปริมาณที่มากจนเกินไป ไม่อันตรายต่อร่างกาย | 7. ข้อจำกัดในการทาน การใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์อย่างปลอดภัย การรับประทานแอปเปิ้ลไซเดอร์ในปริมาณปกติที่พบในอาหารค่อนข้างปลอดภัย ส่วนในกรณีที่รับประทานหรือใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาโรค ควรใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น สำหรับข้อควรระวังอื่น ๆ มีดังนี้ การรับประทานแอปเปิ้ลไซเดอร์ในปริมาณมากหรือเกินวันละ 237 มิลลิลิตร อาจไม่ปลอดภัยต่อร่างกาย เพราะอาจทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำลงหรือเกิดผลข้างเคียงอื่นตามมา เช่น เคลือบฟันถูกทำลาย หรือมีอาการแสบร้อนในช่องปากและลำคอ โดยพบรายงานว่าผู้ที่รับประทานแอปเปิ้ลไซเดอร์วันละ 250 มิลลิลิตร ติดต่อกันเป็นเวลา 6 ปี มีอาการของโรคกระดูกพรุนและเกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ ส่วนอีกรายมีอาการเจ็บปวดบริเวณกล่องเสียงตรงลำคอและมีปัญหาในการกลืนนานถึง 6 เดือนหลังจากแอปเปิ้ลไซเดอร์แบบเม็ดติดค้างอยู่ที่ลำคอนาน 30 นาที ซึ่งคาดว่าอาจเป็นผลมาจากกรดในแอปเปิ้ลไซเดอร์การใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์กับผิวหนังหรือส่วนใด ๆ ของร่างกายควรเจือจางความเข้มข้นของกรดให้น้อยลงก่อน เพื่อป้องกันผิวไหม้หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตรไม่ควรรับประทานแอปเปิ้ลไซเดอร์ในปริมาณมากหรือมีความเข้มข้นสูง เนื่องจากยังไม่มีรายงานยืนยันความปลอดภัย แอปเปิ้ลไซเดอร์อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงหรือมีปัญหาในการย่อย ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน เพราะอาจต้องปรับเปลี่ยนการรับประทานยาเบาหวาน ทั้งนี้ ผู้ป่วยไม่ควรปรับเปลี่ยนปริมาณยาด้วยตนเอง และหมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอแอปเปิ้ลไซเดอร์อาจทำปฏิกิริยากับยาบางชนิด เช่น ยาไดจอกซิน ยารักษาโรคเบาหวาน ยาโรคหัวใจ ยาขับปัสสาวะ ยาถ่าย เป็นต้น ผู้ที่รับประทานยาเป็นประจำหรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับความแข็งแรงหรือความหนาแน่นของมวลกระดูกควรรับประทานแอปเปิ้ลไซเดอร์ด้วยความระมัดระวัง (เครดิตข้อมูลส่วนนี้ : https://www.pobpad.com) |
ดังนั้นหากเลือกทานเพื่อบรรเทาอาการหรือลดความเสี่ยงโรคหรือภาวะต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น แนะนำเลือกทานโพรไบโอติกเนื่องจากไม่มีผลอันตรายข้างเคียงต่อร่างกายจนเป็นอันตราย หากได้รับปริมาณที่มากเกินไปต่อร่างกาย และที่สำคัญไม่ทำลายจุลินทรีย์ตัวดีที่ก่อประโยชน์ต่อร่างกายเหมือนการทาน Apple Cider Vinegar (ACV) จะยิ่งมีผลทำให้เกิดอาการต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ตามมาเมื่อร่างกายขาดจุลินทรีย์ตัวดี เช่น ท้องเสีย ท้องร่วง อีกทั้งการทานโพรไบโอติกสามารถบรรเทาอาการหรือลดความเสี่ยงโรคในระยะยาวสามารถทานเป็นระยะเวลานานได้หลายปี โดยไม่มีผลข้างเคียงและอันตรายต่อร่างกายเพราะร่างกายสามารถขับจุลินทรีย์ส่วนเกินหรือจุลินทรีย์ที่หมดอายุขัยเองออกด้วยตัวเองได้ และสารที่หลั่งออกมาจากจุลินทรีย์ตัวดีหรือโพรไบโอติกมีงานวิจัยมาแล้วว่าไม่มีผลอันตรายและผลข้างเคียงเหมือนกับสารต่างๆ ที่อยู่ใน Apple Cider Vinegar
โพรไบโอติกและ Apple Cider Vinegar สามารถอยู่ด้วยกันได้หรือไม่ ?
ด้วยคุณประโยชน์เป็นไปในทิศทางเดียวกันในบางเรื่องของ Apple Cider Vinegar ปัจจุบันจึงมีการนำสองสิ่งนี้มาวิจัยร่วมกัน ในปี 2017 มีงานวิจัยเรื่อง Apple cider vinegar boosted immunomodulatory and health promoting effects of Lactobacillus casei in common carp (Cyprinus carpio) มีการทดสอบเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองระหว่างการให้ Lactobacillus casei เพียงอย่างเดียว และให้ Lactobacillus casei ร่วมกับApple Cider Vinegar โดยให้ระยะเวลาการทดสอบเป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่ให้ Lactobacillus casei ร่วมกับApple Cider Vinegar สามารถส่งเสริมและช่วยปรับภูมิคุ้มกันได้มากกว่าอีกกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่งานวิจัยไม่ได้เปิดเผยเรื่องปริมาณของการเจือจาง Apple Cider Vinegar และลักษณะการทาน นักจุลชีววิทยาแนะนำให้ทานห่างกันประมาณ 30 นาทีขึ้นไป เพื่อไม่ให้ฤทธิ์ที่เป็นกรดของ Apple Cider Vinegar ทำลายโพรไบโอติก
และยังมีอีกหลาย ๆ งานวิจัยที่นำโพรไบโอติกกับ Apple Cider Vinegar มาทดสอบร่วมกันทั้งในเรื่องของการลดการอักเสบของสิวบนใบหน้า แต่ก็ยังต้องมีข้อระมัดระวังเกี่ยวกับ Apple Cider Vinegar เพราะความเป็นกรดสามารถทำลายเนื้อเยื่อเซลล์และจุลินทรีย์ตัวดีอย่างโพรไบโอติกได้
อีกทั้งโพรไบโอติกยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ เพิ่มเติมจาก Apple Cider Vinegar อยู่มากมาย เช่น การลดการอักเสบโดยการลดระดับ TNF-alpha เป็นต้น
ซึ่งโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยสามารถหารับประทานได้จากผลิตภัณฑ์ Winona Probio เป็นโพรไบโอติกส์ชนิดจุลินทรีย์มีชีวิตเจ้าแรกที่อยู่ในแคปซูลของคนไทยสูตรเฉพาะของ Winona Probio โดยศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านวิจัยโพรไบโอติก คณะแพทยศาสตร์ มศว ได้คิดค้นและพัฒนาโพรไบโอติกส์สายพันธุ์ไทย L. paracasei MSMC39-1 และ Bifidobacterium animalis TA-1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ท้องถิ่นที่คัดแยกพัฒนาและทดสอบในกลุ่มประชากรไทย จึงเหมาะกับสภาวะคนไทยมากที่สุด ด้วยคุณสมบัติที่ดีมากเป็นโพรไบโอติกแบบเชื้อเป็น เป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิตอยู่ในรูปแบบของแคปซูลที่พร้อมเข้าไปเติบโตยึดเกาะที่ผนังของลำไส้ ช่วยในการปรับระบบองค์รวมของสุขภาพได้ทันที
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- งานวิจัย Safari R, Hoseinifar SH, Nejadmoghadam S, Khalili M. Apple cider vinegar boosted immunomodulatory and health promoting effects of Lactobacillus casei in common carp (Cyprinus carpio). Fish Shellfish Immunol. 2017;67:441-448. doi:10.1016/j.fsi.2017.06.017
- https://health.clevelandclinic.org/exploring-the-health-benefits-of-apple-cider-vinegar/
- https://nakednutrition.com/blogs/supplements/is-apple-cider-vinegar-a-probiotic





