
โรคยอดฮิตยุค 2023 ออทิสติกในเด็ก ป้องกันได้ด้วยโพรไบโอติก
มกราคม 4, 2024
โรคโบทูลิซึมจากสารปนเปื้อนในอาหาร เสริมภูมิและป้องกันด้วยโพรไบโอติก
มกราคม 4, 2024โรคไบโพลาร์รักษาได้ด้วยการมีสุขภาพลำไส้ที่ดี
ความสัมพันธ์ระหว่างโพรไบโอติก (Probiotics) สุขภาพลำไส้ และโรคไบโพล่าร์
ไบโพลาร์
ไบโพลาร์ (Bipolar disorder) หรือ โรคอารมณ์สองขั้ว คือ ความผิดปกติทางจิตเวชที่ทำให้เกิดความแปรปรวนทางอารมณ์ โดยการแสดงออกซึ่งอารมณ์ขั้วตรงข้ามสองแบบ สลับกันไปมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้ระหว่างขั้วอารมณ์ดีสุดโต่งหรือก้าวร้าวผิดปกติ (Mania, or Hypomania) ที่แบ่งเป็นระดับสูงและระดับต่ำ และขั้วอารมณ์ซึมเศร้าผิดปกติ (Depressed) โรคไบโพลาร์ส่งผลกระทบต่อจิตใจและร่างกาย และเนื่องจากผู้ป่วยจะคงค้างอยู่ในอารมณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งขั้วอารมณ์บวกหรือลบอย่างต่อเนื่อง ยาวนานร่วมสัปดาห์โดยไม่สามารถดึงอารมณ์ให้กลับมาสู่สภาวะปกติได้ จึงส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในประจำวัน หน้าที่การงาน ครอบครัว และความสัมพันธ์กับเชิงสังคมกับบุคคลรอบข้าง การบำบัดรักษาโรคไบโพลาร์ร่วมกันแบบบูรณาการร่วมกับกำลังใจจากบุคคลรอบข้าง จะช่วยให้อาการของโรคไบโพลาร์ดีขึ้น และกลับมามีสภาพอารมณ์เป็นปกติได้อีกครั้ง
ประเภทของโรคไบโพลาร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจำแนกไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์สองขั้วออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่
– Bipolar I disorder มีลักษณะอารมณ์ดี (Mania) หรือก้าวร้าวรุนแรงแบบสุดโต่ง สลับกับอาการซึมเศร้ารุนแรง (Depressed) และอาจจำเป็นต้องแยกโรคจากโรคจิตเภทบางชนิดที่ยากจะรู้ว่าเชื่อมโยงกับโรคไบโพลาร์หรือไม่
– Bipolar II disorder มีลักษณะของกลุ่มอาการซึมเศร้า (Depressed) ร่วมกับกลุ่มอาการก้าวร้าวหรืออารมณ์ดีแบบไม่รุนแรง (Hypomania) ซึ่งไม่มีอาการของกลุ่มอารมณ์ที่สุดโต่ง (Mania) แต่อย่างใด โดยช่วงเวลาที่มีอาการซึมเศร้า และช่วงอารมณ์ทางบวก จะคงอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมง หรือไม่กี่วัน แล้วอารมณ์จึงกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
– Cyclothymic disorder โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วไซโคลไทมิก หรือ Cyclothymia มีลักษณะอาการของกลุ่มอาการอารมณ์ทางบวกแบบไม่สุดโต่งสลับกับซึมเศร้าแบบอ่อน ๆ โดยอาการของอารมณ์ที่ไม่คงที่ดังกล่าวเป็นแบบเรื้อรังต่อเนื่องมาไม่ต่ำกว่า 2 ปี โดยเมื่อมีอาการแล้ว อาการจะคงอยู่ไม่นานเป็นช่วงเวลาสั้น
โรคไบโพลาร์แบบที่ระบุได้และแบบที่ระบุไม่ได้อื่น ๆ (Other specified and unspecified bipolar) ผู้ป่วยมีลักษณะอาการแสดงของโรคไบโพลาร์แต่ไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัย Bipolar I, II disorder หรือ Cyclothymic disorder โดยแสดงออกซึ่งอารมณ์แปรปรวนผิดปกติ สลับไปมาที่อาจเข้าข่ายเป็นโรคไบโพลาร์ประเภทอื่นๆ ที่สามารถระบุสาเหตุได้ เช่น การถูกกระตุ้นด้วยสารเสพติด โรคทางสมอง หรือโรคทางอายุรกรรม หรือแบบที่ไม่สามารถระบุสาเหตุได้
สาเหตุของโรคไบโพลาร์
สาเหตุของการเกิดไบโพลาร์ สามารถแบ่งออกได้จากหลากหลายสาเหตุ และปัจจัย ซึ่งในปัจจุบัน แพทย์ยังไม่อาจระบุสาเหตุที่แน่ชัดถึงสาเหตุการเกิดไบโพลาร์ได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด สาเหตุหนึ่ง หรือจากหลากหลายสาเหตุรวมกัน
1. ความผิดปกติในการหลั่งสารสื่อประสาทของสมองส่วนหน้า (Neurotransmitters) เช่น สารเซโรโทนิน (Serotonin) สารโดพามีน (Dopamine) สารเมลาโทนิน (Melatonin) หรือ สารนอร์อดรีนาลิน (Noradrenaline) ที่ไม่สมดุล ส่งผลทำให้เกิดความผิดปกติในการทำงานของเซลล์สมองในส่วนที่ควบคุมระดับอารมณ์ เช่น ความโกรธ ความเครียด ความสุข ความเคลิบเคลิ้ม หรือสมาธิในการทำสิ่งต่าง ๆ
2. พันธุกรรม โดยเป็นผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเดียวกันเป็นโรคไบโพลาร์ หรือเป็นโรคทางจิตเวชอื่น ๆ มาก่อน เช่น โรคซึมเศร้า หรือโรคสมาธิสั้นที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีโอกาสเป็นโรคไบโพลาร์ได้เช่นกัน
3. การได้รับการทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง เช่น การเผชิญกับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก การเลิกรากับคนรัก ความผิดหวังเสียใจอย่างรุนแรง ความบอบช้ำทางจิตใจ การถูกกระทำในวัยเด็ก การถูกทำร้าย และความเจ็บป่วยแบบเรื้อรังทั้งทางร่างกายและจิตใจ
4. โรคบางชนิด เช่น ความผิดปกติของไทรอยด์ฮอร์โมน
5. ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด อาจทำให้มีอาการของไบโพลาร์ได้
6. ความเครียดสะสม
7. การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ
อาการ
อาการของโรคไบโพลาร์ แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มอาการเด่น คือ กลุ่มขั้วบวก ได้แก่ อารมณ์ดีหรืออารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง (Mania, or Hypomania) ทั้งระดับสูงและระดับต่ำ และกลุ่มขั้วลบได้แก่ อาการซึมเศร้า (Depressed) โดยผู้ป่วยโรคไบโพลาร์จะแสดงออกซึ่งอารมณ์แปรปรวน ขึ้น-ลง สลับกันของทั้งสองขั้วอาการโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ไม่เจาะจงเวลาหรือสถานการณ์ และไม่มีรูปแบบที่แน่นอนตายตัว อาการไบโพลาร์อาจอยู่ไม่นานแล้วจางหายไป หรืออาจกินระยะเวลายาวนานร่วมสัปดาห์ เดือน หรือปี
– กลุ่มอาการขั้วบวกอารมณ์ดี หรือ อารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง (Mania, or Hypomania) โดยทั้ง 2 กลุ่มอาการนี้มีอาการแสดงที่คล้ายคลึงกัน โดยภาวะแมเนีย (mania) จะมีความโดดเด่นมากกว่าในด้านความชัดเจนและความรุนแรงของอารมณ์ โดยสามารถสังเกตเห็นพฤติกรรมได้อย่างชัดเจนทั้งที่โรงเรียน ที่ทำงาน หรือขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยมีอาการแสดงดังนี้
– แสดงออกอย่างเต็มที่ มีพลังงานสูงล้น อารมณ์ดีร่าเริงผิดปกติ คึกคัก อยู่ไม่นิ่ง สมาธิสั้น
– พูดเร็ว พูดมาก พูดไม่หยุด พูดคุยเสียงดัง เปลี่ยนเรื่องพูดเร็ว มีความคิดพรั่งพรูออกมาเป็นคำพูดมากมาย
– มีความมั่นใจสูง สำคัญตนเองมาก รู้สึกเหนือกว่าคนอื่น ไม่คำนึงถึงคนรอบข้าง
– ชอบทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกัน และทำงานในปริมาณที่มากเกินพอดี ขยันผิดปกติ
– ตอบสนองต่อสิ่งเร้ารวดเร็ว ไม่มีเหตุผล ขาดความยั้งคิด
– ประมาทเลินเล่อ หุนหันพลันแล่น การตัดสินผิดพลาด ชอบทำพฤติกรรมเสี่ยงอันตราย
– ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย ขาดความยั้งคิด
– นอนน้อยกว่าปกติมาก ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน ตื่นตัวตลอดเวลา
– เห็นภาพหลอน หรือภาพลวงตา
– มีอารมณ์ทางเพศสูง มีความต้องการทางเพศสูง มีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม
– อารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง กระวีกระวาด หงุดหงิดง่าย โกรธง่าย โมโหง่าย
– กลุ่มอาการขั้วลบหรือซึมเศร้า (Depressed)
– อยู่ในอารมณ์ซึมเศร้า หม่นหมอง อมทุกข์ ท้อแท้ หดหู่ สิ้นหวัง ว่างเปล่า
– ร้องไห้อย่างควบคุมไม่ได้
– สมาธิสั้น ไม่สามารถทำงานให้เสร็จได้ ขาดแรงจูงใจ
– อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง ไม่มีชีวิตชีวา เหม่อลอย หมดความสนใจในทุกสิ่ง
– วิตกกังวลอย่างรุนแรง หวาดระแวง มีปัญหาความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
– น้ำหนักลดลงอย่างมากทั้งที่ไม่ได้อดอาหาร
– กินไม่ได้ นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินไป
– เครียด กระสับกระส่าย กระวนกระวายใจ
– เหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า มีพฤติกรรมเชื่องช้า สูญเสียพลังงาน ไม่อยากทำอะไร
– รู้สึกไร้ค่า ความนับถือตนเองต่ำ รู้สึกผิดกับการกระทำบางอย่างอย่างมาก
– สมาธิสั้น คิดช้า ตัดสินใจไม่ได้
– อาจมีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นไบโพลาร์ โรคซึมเศร้า หรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ
– อาจมีประวัติติดสารเสพติด
– มีความคิด การวางแผน หรือพยายามฆ่าตัวตาย
ในผู้ป่วยไบโพลาร์บางราย อาจพบอาการของทั้ง 2 กลุ่มอาการเด่นร่วมกัน ดังนี้ มีความคิดเชิงลบร่วมกับอาการซึมเศร้าสลับกับอาการกระสับกระส่าย กระวนกระวาย และพลังงานสูง
การป้องกันโรค
ในปัจจุบัน แพทย์ยังไม่พบวิธีการที่ป้องกันโรคไบโพลาร์ได้แน่นอน การหมั่นสังเกตอารมณ์และรวบรวมพฤติกรรมของตนเอง ตลอดดจนการรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลรอบข้างเป็นระยะ จะเป็นประโยชน์ในการประเมินตัวเรา ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ตัวเรามีความเข้าใจในตนเองมากยิ่งขึ้น โดยหากสงสัยว่ามีอาการเข้าข่ายเป็นไบโพลาร์ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการบำบัดรักษาอาการแต่เนิ่น ๆ โดยการป้องกันโรคไบโพลาร์มีวิธีการดังนี้
– การหมั่นสังเกตสัญญาณและอาการเตือนของโรคไบโพลาร์
– การให้ความสนใจกับอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองเป็นระยะ เช่น หากตกอยู่ในอารมณ์ซึมเศร้าสลับอารมณ์ดีสุดโต่งบ่อย ๆ หรือมีพฤติกรรมโมโหร้ายสลับกับการหัวเราะมากผิดปกติ หรือชอบทำอะไรที่เสี่ยงอันตรายโดยขาดความยั้งคิด ควรรีบปรึกษาแพทย์
– หลีกเลี่ยงสารเสพเสพติดและแอลกอฮอล์
– สารเสพติดและการดื่มแอลกอฮอล์นอกจากจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคไบโพลาร์แล้ว ยังทำให้มีโอกาสกลับมาเป็นโรคซ้ำได้อีก
– การทานยาให้ครบตามแพทย์สั่ง
– การไม่ทานยาตามแพทย์สั่ง การหยุดยา หรือการลดขนาดยาเอง ล้วนทำให้การรักษาล้มเหลว นอกจากจะไม่สามารถรักษาโรคไบโพลาร์ให้หายได้แล้ว ยังทำให้มีโอกาสกลับมาเป็นโรคซ้ำได้
– การออกกำลังกายเป็นประจำ
วิธีการการป้องกันโรคไบโพลาร์ดีที่สุดที่แพทย์แนะนำ คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอครั้งละ 30 นาที อย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้สมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) หรือสารแห่งความสุข เพื่อช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดในชีวิตประจำวัน และช่วยให้นอนหลับสนิท
โรคไบโพลาร์และสุขภาพของลำไส้
มีหลายงานวิจัยกล่าวว่าความผิดปกติทางอารมณ์อาจเกี่ยวข้องกับการอักเสบของระบบประสาทและการเปลี่ยนแปลงของไมโครไบโอม ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารของเรา และมีงานวิจัยค้นพบว่าผู้ป่วยไบโพลาร์มักมีจุลินทรีย์ที่ไม่ดีในระบบทางเดินอาหารจำนวนมาก มีอาการที่ไม่ดีเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย จึงมีข้อสันนิษฐานว่าหากใช้โพรไบโอติกเพื่อช่วยในการรักษาจะส่งผลให้การรักษาราบรื่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งโพรไบโอติกสามารถปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้เพื่อให้ระบบประสาททำงานได้ดียิ่งขึ้น และโพรไบโอติกบางสายพันธุ์มีส่วนช่วยลดการอักเสบ
โพรไบโอติก (Probiotic) ปรับสมดุลสุขภาพลำไส้ สามารถช่วยลดอาการไบโพลาร์ได้
นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย Johns Hopkins ได้ออกแบบการศึกษาที่น่าสนใจเพื่อทดลองว่าโพรไบโอติก (Probiotic) สามารถช่วยให้ผู้คนที่มีภาวะไบโพลาร์ เลี่ยงการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้หรือไม่ การศึกษานี้ได้สุ่มผู้ป่วยโรคไบโพลาร์จำนวน 66 รายที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากอาการแมเนีย และแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 33 ราย พวกเขาให้โพรไบโอติกผสมสายพันธุ์แลคโตบาซิลลัสและบิฟิโดแบคทีเรียมแก่กลุ่มหนึ่งและให้ยาหลอกแก่กลุ่มที่สอง พวกเขาขอให้ผู้ป่วยทุกรายรับประทานยารักษาโรคไบโพลาร์เป็นประจำและติดตามพวกเขาเป็นเวลาทั้งหมด 24 สัปดาห์ พบว่า ผู้ป่วยที่ทานโพรไบโอติก (Probiotics) ร่วมด้วยสามารถช่วยลดการอักเสบของระบบประสาทได้ และอาการของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทานโพรไบโอติก (Probiotic) ร่วมด้วย
ดังนั้นจึงเป็นข้อสรุปว่าอาการไบโพลาร์จะสามารถบรรเทาให้เบาลงและลดระยะเวลาการรักษาให้ไวขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ต้องหมั่นสังเกตตนเองและทานยาตามคำสั่งแพทย์ร่วมด้วยจะได้ผลมากที่สุด
ผู้บริโภคสามารถเลือกผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโพรไบโอติกที่มีคุณภาพ ทั้งผสมไปด้วยพรีไบโอติก (Prebiotic) ซึ่งเป็นอาหารหลักของโพรไบโอติก ทางเราขอแนะนำผลิตภัณฑ์ Winona Probio วิโนน่า โพรไบโอ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกคุณภาพสูง ผ่านกระบวนการห่อหุ้มโพรไบโอติกด้วยเทคโนโลยีไมโครเอนแคปซูเลชัน และมีกระบวนการรักษาผลิตภัณฑ์อย่างดีที่อุณหภูมิเย็น ดังนั้นจึงได้โพรไบโอติกในปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกาย และโพรไบโอติกสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงในร่างกาย
โปรไบโอติกแคปซูล โพรไบโอติกจุลินทรีย์มีชีวิตเจ้าแรกที่อยู่ในแคปซูลของคนไทยสูตรเฉพาะของ Winona Probio วิโนน่า โพรไบโอ โดยศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านวิจัยโพรไบโอติก คณะแพทยศาสตร์ มศว ได้คิดค้นและพัฒนาโพรไบโอติกส์ (Probiotics) สายพันธุ์ไทย L. paracasei MSMC39-1 และ Bifidobacterium animalis TA-1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ท้องถิ่นที่คัดแยกพัฒนาและทดสอบในกลุ่มประชากรไทย จึงเหมาะกับสภาวะคนไทยมากที่สุด ด้วยคุณสมบัติที่ดีมากเป็นโพรไบโอติกแบบเชื้อเป็น เป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิตอยู่ในรูปแบบของแคปซูลที่พร้อมเข้าไปเติบโตยึดเกาะที่ผนังของลำไส้ ช่วยในการปรับระบบองค์รวมของสุขภาพได้ทันที
สนใจสั่งซื้ออาหารเสริมโพรไบโอติกจาก Winona Probio
หรือสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับโพรไบโอติก (Probiotic) เพิ่มเติมได้ที่
โทร. 02-108-8533
LINE@ : https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=winonaprobio
Facebook : https://www.facebook.com/WinonaProbioticsTH/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCr-jVGP41LxgcmL7343k2tA
E-mail: [email protected]
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
1. เว็บไซต์ https://www.health.harvard.edu/blog/probiotics-for-bipolar-disorder-mania-2018062514125
2. เว็บไซต์ https://www.medparkhospital.com/disease-and-treatment/bipolar-disorder
3. งานวิจัย Zhang P, Kong L, Huang H, et al. Gut Microbiota – A Potential Contributor in the Pathogenesis of Bipolar Disorder. Front Neurosci. 2022;16:830748. Published 2022 Mar 23. doi:10.3389/fnins.2022.830748
4. งานวิจัย Coello K, Hansen TH, Sørensen N, et al. Gut microbiota composition in patients with newly diagnosed bipolar disorder and their unaffected first-degree relatives. Brain Behav Immun. 2019;75:112-118. doi:10.1016/j.bbi.2018.09.026




