
โพรไบโอติกกับอาการนกเขาไม่ขัน!
มกราคม 23, 2025
ฟื้นฟูสุขภาพลำไส้แปรปรวนด้วยโพรไบโอติก
มกราคม 24, 2025โพรไบโอติก
สิวเป็นปัญหาผิวที่พบบ่อยและมีผลกระทบต่อจิตใจ การใช้โพรไบโอติกช่วยฟื้นฟูสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ลดการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน และปรับฮอร์โมนเพื่อดูแลสุขภาพผิวและลดสิวอย่างยั่งยืน
สิวเป็นหนึ่งใน 10 โรคที่พบมากที่สุดในโลก โดยสิวส่งผลกระทบต่อวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวถึง 47-90% การเป็นสิวมักก่อให้เกิดปัญหาทางจิตใจและถูกรายงานว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเพิ่มความเสี่ยงต่อการนอนไม่หลับ ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความผิดปกติของการขาดสมาธิหรือสมาธิสั้น การรักษาสิวที่มีอยู่ในปัจจุบันมีข้อจำกัดมากในด้านชนิดของยาและค่าใช้จ่าย ยาปฏิชีวนะทั้งแบบทาและแบบรับประทานถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาสิว อย่างไรก็ตาม การดื้อยาปฏิชีวนะกำลังเพิ่มขึ้น มีการรายงานว่าพบการดื้อยาแมคโครไลด์ (Macrolides) แบบทาในสายพันธุ์ Propionibacterium acnes มากกว่า 50% ในหลายประเทศทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาของยาลดลง

นอกจากนี้การใช้ยาปฏิชีวนะยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อไมโครไบโอม (Microbiome) หรือจุลินทรีย์ประจำถิ่นบนผิวหนังให้ไม่สมดุลและการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียที่ไม่ใช่เป้าหมายเป็นสาเหตุของการแพร่กระจายของเชื้อโรคฉวยโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของ Staphylococcus aureus พัฒนาเป็นสายพันธุ์ที่ดื้อยาอย่าง Methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA) ที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะหลายชนิด โดยเฉพาะ methicillin และยาปฏิชีวนะอื่นๆ ในกลุ่มเบตาแลคแทม ซึ่งยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้มักถูกใช้เป็นตัวเลือกแรกในการรักษาการติดเชื้อ ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงของการดื้อยาปฏิชีวนะ จำเป็นต้องมีทางเลือกที่มีประสิทธิภาพแทนยาปฏิชีวนะในการรักษาสิว
จุลินทรีย์หลักบนผิวหนังที่มีสุขภาพดีแบ่งออกเป็นสี่ไฟลัมหลัก ได้แก่ Actinobacteria, Firmicutes, Proteobacteria และ Bacteroidetes ซึ่งสัดส่วนของจุลินทรีย์เหล่านี้บนผิวขึ้นอยู่กับอายุ เพศ การดำเนินชีวิต และลักษณะของพื้นที่ต่าง ๆ บนร่างกาย เช่น ความเป็นกรด-ด่าง (pH), อุณหภูมิ และปริมาณน้ำมันที่ผลิตจากต่อมไขมัน (sebum)
Staphylococcus epidermidis ถือเป็นจุลินทรีย์ประจำถิ่นบนผัวหนัง ซึ่งพบในบริเวณเช่น รักแร้ หนังศีรษะ และจมูก มีบทบาทในการควบคุมสมดุลของ Propionibacterium acnes (P.acnes) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบในรูขุมขนที่มีซีบัม (sebum) สูงและมีบทบาทสำคัญในการเกิดสิว นอกจากนี้ยังอาจทำหน้าที่เหมือนโพรไบโอติกในการป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค เช่น Staphylococcus aureus สิวที่เกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของจุลินทรีย์บนผิวหนัง หรือ skin microbiome dysbiosis อาจเกิดจากการอุดตันและการติดเชื้อ P.acnes ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่การอักเสบได้ ได้แก่
1. สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) สิวอักเสบเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย P. acnes โดยแบคทีเรียชนิดนี้เจริญเติบโตมากเกินไปในรูขุมขนที่อุดตัน ทำให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและการอักเสบ
2. สิวตุ่มนูน (Papules) และสิวตุ่มหนอง (Pustules): สิวประเภทนี้เกิดจากการอักเสบของรูขุมขนที่ติดเชื้อแบคทีเรีย
C. acnes เช่นกัน โดยการติดเชื้อที่รุนแรงขึ้นจะทำให้เกิดตุ่มหนองและมีลักษณะเป็นหนองสีขาวหรือเหลือง
3. สิวนูนใหญ่ (Nodular Acne) และสิวซีสต์ (Cystic Acne): สิวประเภทนี้เกิดจากการอักเสบในชั้นลึกของผิวหนังและการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรง ซึ่งบ่งบอกถึงความไม่สมดุลของจุลินทรีย์บนผิวหนังอย่างชัดเจน สิวนูนใหญ่และสิวซีสต์มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดแผลเป็นและต้องการการรักษาทางการแพทย์อย่างเข้มงวด

โพรไบโอติก
โพรไบโอติกช่วยอะไรในการดูแลเรื่องสิว? แนวคิดที่เรียกว่า “แกนจุลินทรีย์ในลำไส้-ผิวหนัง” (Microbiota–gut–skin axis) ซึ่งอธิบายถึงการสื่อสารสองทางระหว่างจุลินทรีย์ในลำไส้กับผิวหนังของเรา ซึ่งมีการสื่อสารกันผ่านสัญญาณประสาท สารชีวภาพ และภูมิคุ้มกัน ความเครียดและอารมณ์ทางจิตใจสามารถส่งผลต่อสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ (gut microbiota) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพของผิวหนังและการเกิดโรคต่างๆ เช่น สิว (acne vulgaris) ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของ Bowe และ Logan (2011) ได้เสนอว่าการเปลี่ยนแปลงในลำไส้ที่เกิดจากความเครียดสามารถกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันซึ่งส่งผลต่อการอักเสบในผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่พบว่าจุลินทรีย์โพรไบโอติก (probiotics) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ สามารถช่วยลดการอักเสบและปรับปรุงสภาพผิวที่เป็นสิวได้
งานวิจัยที่สำคัญเกี่ยวกับการเชื่อมโยงระหว่างลำไส้และผิวหนังที่เป็นสิวได้แสดงให้เห็นว่าการบริโภคโพรไบโอติกสามารถช่วยลดความรุนแรงของสิวได้ โดย Bowe และ Logan พบว่าโพรไบโอติกสามารถลดการอักเสบในร่างกายและปรับปรุงความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งส่งผลให้สภาพผิวดีขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาสิวเรื้อรัง และอีกหนึ่งตัวอย่างของงานวิจัยที่น่าสนใจคืองานวิจัยโดย Whitney P. Bowe (2017) ซึ่งเน้นถึงผลของโพรไบโอติกต่อสุขภาพผิวและสิว การศึกษาได้สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานโพรไบโอติกและการลดลงของการอักเสบและความรุนแรงของสิว งานวิจัยชิ้นนี้สนับสนุนแนวคิดที่ว่าลำไส้มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพผิวและการป้องกันโรคผิวหนังต่างๆ

การทานโพรไบโอติก (Probiotics) มีผลต่อการรักษาสิวผ่านกลไกหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับระบบภายในของร่างกาย กลไกที่สำคัญ ได้แก่
1. การปรับปรุงสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiota Balance)
การทานโพรไบโอติกช่วยปรับปรุงสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ทำให้เกิดสมดุลระหว่างแบคทีเรียที่ดีและไม่ดีในระบบทางเดินอาหาร การมีสมดุลของจุลินทรีย์ที่ดีส่งผลต่อสุขภาพผิวโดยตรง เพราะจุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดสิว
2. การลดการอักเสบทั่วร่างกาย (Systemic Anti-inflammatory Effects)
โพรไบโอติกมีบทบาทในการลดการอักเสบทั่วร่างกาย รวมถึงผิวหนัง โดยการลดการผลิตสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (pro-inflammatory cytokines) และเพิ่มการผลิตสารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory cytokines) การลดการอักเสบนี้ช่วยลดการอักเสบที่ผิวหนังซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิดสิว
3. การเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System Modulation)
โพรไบโอติกช่วยเสริมสร้างและปรับปรุงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงจะช่วยให้ร่างกายสามารถจัดการกับการติดเชื้อและการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับสิวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิว
4. การส่งเสริมการทำงานของระบบทางเดินอาหาร (Improved Digestive Health)
สุขภาพของระบบทางเดินอาหารมีความสัมพันธ์โดยตรงกับสุขภาพผิว การที่ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดีจะช่วยลดการสะสมของสารพิษในร่างกาย ซึ่งสารพิษเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นการเกิดสิว โพรไบโอติกช่วยให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้ร่างกายมีการกำจัดของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ
5. การควบคุมการผลิตฮอร์โมน (Hormonal Regulation)
มีการศึกษาที่แสดงว่าจุลินทรีย์ในลำไส้สามารถมีผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกาย การทานโพรไบโอติกอาจช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมน เช่น อินซูลินและฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดสิว ทำให้ลดโอกาสการเกิดสิวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน
โพรไบโอติก จุลินทรีย์ตัวจิ๋วที่ดูแลเรื่องสิวได้
สิวเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยที่สุดทั้งในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ และเป็นหนึ่งใน 10 โรคที่พบมากที่สุดในโลก โดยสิวส่งผลกระทบต่อวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวถึง 47-90% การเป็นสิวมักก่อให้เกิดปัญหาทางจิตใจและถูกรายงานว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเพิ่มความเสี่ยงต่อการนอนไม่หลับ ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความผิดปกติของการขาดสมาธิหรือสมาธิสั้น การรักษาสิวที่มีอยู่ในปัจจุบันมีข้อจำกัดมากในด้านชนิดของยาและค่าใช้จ่าย ยาปฏิชีวนะทั้งแบบทาและแบบรับประทานถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาสิว อย่างไรก็ตาม การดื้อยาปฏิชีวนะกำลังเพิ่มขึ้น มีการรายงานว่าพบการดื้อยาแมคโครไลด์ (Macrolides) แบบทาในสายพันธุ์ Propionibacterium acnes มากกว่า 50% ในหลายประเทศทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาของยาลดลง
นอกจากนี้การใช้ยาปฏิชีวนะยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อไมโครไบโอม (Microbiome) หรือจุลินทรีย์ประจำถิ่นบนผิวหนังให้ไม่สมดุลและการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียที่ไม่ใช่เป้าหมายเป็นสาเหตุของการแพร่กระจายของเชื้อโรคฉวยโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของ Staphylococcus aureus พัฒนาเป็นสายพันธุ์ที่ดื้อยาอย่าง Methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA) ที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะหลายชนิด โดยเฉพาะ methicillin และยาปฏิชีวนะอื่นๆ ในกลุ่มเบตาแลคแทม ซึ่งยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้มักถูกใช้เป็นตัวเลือกแรกในการรักษาการติดเชื้อ ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงของการดื้อยาปฏิชีวนะ จำเป็นต้องมีทางเลือกที่มีประสิทธิภาพแทนยาปฏิชีวนะในการรักษาสิว
สิวที่เกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของจุลินทรีย์บนผิวหนัง
จุลินทรีย์หลักบนผิวหนังที่มีสุขภาพดีแบ่งออกเป็นสี่ไฟลัมหลัก ได้แก่ Actinobacteria, Firmicutes, Proteobacteria และ Bacteroidetes ซึ่งสัดส่วนของจุลินทรีย์เหล่านี้บนผิวขึ้นอยู่กับอายุ เพศ การดำเนินชีวิต และลักษณะของพื้นที่ต่าง ๆ บนร่างกาย เช่น ความเป็นกรด-ด่าง (pH), อุณหภูมิ และปริมาณน้ำมันที่ผลิตจากต่อมไขมัน (sebum)

แกนจุลินทรีย์ในลำไส้-ผิวหนัง” (Microbiota–gut–skin axis)
แนวคิดที่เรียกว่า “แกนจุลินทรีย์ในลำไส้-ผิวหนัง” (Microbiota–gut–skin axis) ซึ่งอธิบายถึงการสื่อสารสองทางระหว่างจุลินทรีย์ในลำไส้กับผิวหนังของเรา ซึ่งมีการสื่อสารกันผ่านสัญญาณประสาท สารชีวภาพ และภูมิคุ้มกัน ความเครียดและอารมณ์ทางจิตใจสามารถส่งผลต่อสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ (gut microbiota) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพของผิวหนังและการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น สิว (acne vulgaris) ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของ Bowe และ Logan (2011) ได้เสนอว่าการเปลี่ยนแปลงในลำไส้ที่เกิดจากความเครียดสามารถกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันซึ่งส่งผลต่อการอักเสบในผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่พบว่าโพรไบโอติก (probiotics) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ สามารถช่วยลดการอักเสบและปรับปรุงสภาพผิวที่เป็นสิวได้
โพรไบโอติก
หนึ่งในงานวิจัยที่สำคัญเกี่ยวกับการเชื่อมโยงระหว่างลำไส้และสิวได้แสดงให้เห็นว่า การบริโภคโพรไบโอติกสามารถช่วยลดความรุนแรงของสิวได้ การศึกษาในปี 2011 โดย Bowe และ Logan พบว่าโพรไบโอติก สามารถลดการอักเสบในร่างกายและปรับปรุงความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งส่งผลให้สภาพผิวดีขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาสิวเรื้อรัง และอีกหนึ่งตัวอย่างของงานวิจัยที่น่าสนใจคืองานวิจัยโดย Dr. Whitney P. Bowe ซึ่งเน้นถึงผลของโพรไบโอติกต่อสุขภาพผิวและสิว การศึกษาได้สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานโพรไบโอติกและการลดลงของการอักเสบและความรุนแรงของสิว งานวิจัยชิ้นนี้สนับสนุนแนวคิดที่ว่าลำไส้มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพผิวและการป้องกันโรคผิวหนังต่าง ๆ
Link : https://doi.org/10.3390/microorganisms10071428

กลไกเกี่ยวข้องกับระบบภายในที่โพรไบโอติกจะช่วยดูแลเรื่องสิวได้
การทานโพรไบโอติก (Probiotics) มีผลต่อการรักษาสิวผ่านกลไกหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับระบบภายในของร่างกาย กลไกที่สำคัญ ได้แก่
1. การปรับปรุงสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiota Balance)
การทานโพรไบโอติกช่วยปรับปรุงสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ทำให้เกิดสมดุลระหว่างแบคทีเรียที่ดีและไม่ดีในระบบทางเดินอาหาร การมีสมดุลของจุลินทรีย์ที่ดีส่งผลต่อสุขภาพผิวโดยตรง เพราะจุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดสิว
2. การลดการอักเสบทั่วร่างกาย (Systemic Anti-inflammatory Effects)
โพรไบโอติกมีบทบาทในการลดการอักเสบทั่วร่างกาย รวมถึงผิวหนัง โดยการลดการผลิตสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (pro-inflammatory cytokines) และเพิ่มการผลิตสารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory cytokines) การลดการอักเสบนี้ช่วยลดการอักเสบที่ผิวหนังซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิดสิว
3. การเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System Modulation)
โพรไบโอติกช่วยเสริมสร้างและปรับปรุงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงจะช่วยให้ร่างกายสามารถจัดการกับการติดเชื้อและการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับสิวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิว
4. การส่งเสริมการทำงานของระบบทางเดินอาหาร (Improved Digestive Health)
สุขภาพของระบบทางเดินอาหารมีความสัมพันธ์โดยตรงกับสุขภาพผิว การที่ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดีจะช่วยลดการสะสมของสารพิษในร่างกาย ซึ่งสารพิษเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นการเกิดสิว โพรไบโอติกช่วยให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้ร่างกายมีการกำจัดของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ
5. การควบคุมการผลิตฮอร์โมน (Hormonal Regulation)
มีการศึกษาที่แสดงว่าจุลินทรีย์ในลำไส้สามารถมีผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกาย การทานโพรไบโอติกอาจช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมน เช่น อินซูลินและฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดสิว ทำให้ลดโอกาสการเกิดสิวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน
สิวเป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อยและมีความสัมพันธ์กับจุลินทรีย์บนผิวและในลำไส้ การรักษาสิวแบบเดิม เช่น ยาปฏิชีวนะ อาจส่งผลให้เกิดการดื้อยาและความไม่สมดุลของจุลชีพ โพรไบโอติกเป็นทางเลือกที่ช่วยฟื้นฟูสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ลดการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน และควบคุมฮอร์โมน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลสุขภาพผิวและลดปัญหาสิวอย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง
1. Bowe, W. P., & Logan, A. C. (2011). Acne vulgaris, probiotics and the gut-brain-skin axis – back to the future? Gut Pathogens, 3(1), 1-11. doi:10.1186/1757-4749-3-1
2. Bowe, W. P. (2017). The Beauty of Dirty Skin: The Surprising Science of Looking and Feeling Radiant from the Inside Out. New York: Little, Brown and Company.
3. Cogen, A. L., Nizet, V., & Gallo, R. L. (2008). Skin Microbiota: A source of disease or defence? British Journal of Dermatology, 158(3), 442-455.
4. Dréno, B., Dagnelie, M. A., Khammari, A., & Corvec, S. (2018). The skin microbiome: A new actor in inflammatory acne. American Journal of Clinical Dermatology, 19(3), 229-235. doi:10.1007/s40257-018-0350-9.
5. Fitz-Gibbon, S., Tomida, S., Chiu, B. H., Nguyen, L., Du, C., Liu, M., Elashoff, D., Erfe, M. C., Loncaric, A., Kim, J., & Li, H. (2013). Propionibacterium acnes strain populations in the human skin microbiome associated with acne. Journal of Investigative Dermatology, 133(9), 2152-2160.
6. Fusco, N., Charos, A., Scoccia, D., & Marmur, E. (2022). The role of probiotics in the treatment of acne: A comprehensive review. Dermatology and Therapy, 12(4), 967-976.
7. Goodarzi, A., Mozafarpoor, S., Bodaghabadi, M., & Mohamadi, M. (2020). The potential of probiotics for treating acne vulgaris: A review of literature on acne and microbiota. Dermatologic Therapy, e13279. doi:10.1111/dth.13279
8. Tan, J., Bhate, K., & Cunliffe, W. J. (2019). Management of acne vulgaris: Update on recommendations and treatment options. British Journal of Dermatology, 180(3), 569-579.
9. Whitney, P. Bowe. (2017). The Beauty of Dirty Skin: The Surprising Science of Looking and Feeling Radiant from the Inside Out. New York: Little, Brown and Company.
10. Yoon, J. Y., Kwon, H. H., Min, S., & Suh, D. H. (2018). The role of Cutibacterium acnes in acne and inflammation. Journal of Dermatological Science, 90(3), 213-220.
11. Zaenglein, A. L., Pathy, A. L., Schlosser, B. J., Alikhan, A., Baldwin, H. E., Berson, D. S., … & Strauss, J. S. (2016). Guidelines of care for the management of acne vulgaris. Journal of the American Academy of Dermatology, 74(5), 945-973.
สนใจสั่งซื้ออาหารเสริมโพรไบโอติกจาก Winona Probio หรือติดตาม Winona Probiotic รีวิว เพิ่มเติมได้ที่
โทร. 02-666-9446 (จันทร์ – ศุกร์ 08.30-18.30 น. เสาร์ 09.00 – 18.00 น.)
E-mail: [email protected]
https://winonaprobio.com/shop/





