
เยื่อบุโพรงมดลูกผิดปกติ โพรไบโอติกช่วยได้หรือไม่?
มกราคม 30, 2025
โพรไบโอติกช่วยลดอาการแพ้ฝุ่น PM 2.5
มกราคม 31, 2025โพรไบโอติก
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม เกิดจากปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมการบริโภคและวิถีชีวิต โพรไบโอติกช่วยลดการอักเสบ ฟื้นฟูสมดุลจุลชีพในลำไส้ และลดความเสี่ยงของโรค

มะเร็งลำไส้…ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม
มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal Cancer: CRC) เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลก โดยถือเป็นมะเร็งอันดับสามที่ได้รับการวินิจฉัยบ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ 9% ของการเกิดโรคมะเร็งทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วและกลุ่มคนที่มีวิถีชีวิตแบบตะวันตก อัตราการเกิดโรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีการคาดการณ์ว่าประเทศที่กำลังพัฒนาก็อาจเผชิญกับปัญหานี้มากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมการบริโภคอาหารและวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงกับตะวันตก
สาเหตุหลักของมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้นปัจจัยสำคัญเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และวิถีชีวิตโดยเฉพาะการบริโภคเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูปในปริมาณมาก มีการศึกษาหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่าการบริโภคเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูปมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ การขาดการบริโภคผักและผลไม้ซึ่งมีไฟเบอร์สูงก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรค
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ โรคอ้วน การขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับการยืนยันว่าเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างชัดเจน การศึกษาทางระบาดวิทยายังชี้ให้เห็นว่าปัจจัยเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสกับสารเคมีที่เป็นพิษ และการใช้ยาที่ส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารก็อาจมีส่วนในการเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่เช่นกัน
อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ และระยะต่างๆ ของการเป็นโรค
โรคนี้มักเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อในลำไส้ใหญ่ที่ไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตได้ หากไม่ตรวจพบและรักษาในระยะแรก โรคนี้อาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้ป่วยได้ อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
1.การเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย
ผู้ป่วยอาจมีอาการท้องผูก ท้องเสีย หรือการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของอุจจาระ เช่น อุจจาระเป็นเส้นเล็ก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการอุดตันของลำไส้
2.เลือดในอุจจาระ
การมีเลือดในอุจจาระหรืออุจจาระมีสีดำคล้ำ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการมีเนื้องอกหรือเลือดออกในลำไส้ใหญ่
3.อาการปวดท้องหรือแน่นท้อง
ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดท้องเรื้อรัง แน่นท้อง หรือรู้สึกว่าลำไส้ไม่เคลื่อนไหวเต็มที่หลังการถ่ายอุจจาระ
4.อ่อนเพลียหรือเหนื่อยง่าย
หากมะเร็งทำให้เกิดการสูญเสียเลือด ผู้ป่วยอาจมีอาการเหนื่อยง่ายและซีด ซึ่งอาจเกิดจากภาวะโลหิตจาง
5.น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ: การลดน้ำหนักที่ไม่ได้เกิดจากการลดอาหารหรือออกกำลังกาย อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
โพรไบโอติก
การวินิจฉัยระยะของมะเร็งลำไส้ใหญ่มีความสำคัญอย่างมากในการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม โดยระยะของมะเร็งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะหลักดังนี้
ระยะที่ 0 (Stage 0) มะเร็งอยู่ในชั้นผิวของเยื่อบุลำไส้ (mucosa) ยังไม่ลุกลามไปยังชั้นอื่น ๆ ของลำไส้ใหญ่ ระยะนี้เรียกว่า “มะเร็งในที่” (carcinoma in situ) และมีโอกาสรักษาให้หายได้สูง
ระยะที่ 1 (Stage I) มะเร็งเริ่มลุกลามเข้าสู่ชั้นใต้เยื่อบุลำไส้ (submucosa) และกล้ามเนื้อลำไส้ (muscularis propria) แต่ยังไม่ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่น ๆ
ระยะที่ 2 (Stage II) มะเร็งลุกลามลึกเข้าไปในชั้นผนังลำไส้และอาจลามไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียง แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
ระยะที่ 3 (Stage III) มะเร็งได้ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงแต่ยังไม่ลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ
ระยะที่ 4 (Stage IV) มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น ตับ ปอด หรือสมอง ระยะนี้เป็นระยะที่รุนแรงที่สุด และการรักษามักมุ่งเน้นไปที่การควบคุมอาการและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
บทบาทของจุลินทรีย์โพรไบโอติกในการป้องกันและรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่
การใช้จุลินทรีย์โพรไบโอติกในการป้องกันและรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในวงการวิจัย เนื่องจากโพรไบโอติกเป็นจุลินทรีย์ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสมดุลของจุลชีพในลำไส้ใหญ่ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของระบบทางเดินอาหาร นอกจากนี้โพรไบโอติกยังถูกมองว่ามีศักยภาพในการลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ กลไกการทำงานของโพรไบโอติกในการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่างๆ มีดังนี้
1.การฟื้นฟูสมดุลของจุลชีพในลำไส้ (Gut Microbiota Balance)
โพรไบโอติกช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ โดยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียชนิดดี เช่น Lactobacillus และ Bifidobacterium ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นอันตราย เช่น Clostridium และ Escherichia coli แบคทีเรียชนิดดีเหล่านี้ช่วยฟื้นฟูสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมในลำไส้ และป้องกันการเกิดการอักเสบเรื้อรังซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
2.การลดการสร้างสารก่อมะเร็ง (Carcinogenic Compounds)
แบคทีเรียบางชนิดในลำไส้สามารถผลิตสารก่อมะเร็ง เช่น กรดน้ำดีทุติยภูมิ (secondary bile acids) จากการย่อยสลายไขมันที่ได้รับจากอาหาร โพรไบโอติกสามารถลดการสร้างสารเหล่านี้ได้โดยการควบคุมสภาวะของจุลชีพในลำไส้ การลดการผลิตสารก่อมะเร็งนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
3.การผลิตกรดไขมันสายสั้น (Short-Chain Fatty Acids: SCFAs)
โพรไบโอติกช่วยย่อยสลายไฟเบอร์และผลิตกรดไขมันสายสั้น เช่น บิวไทเรต (butyrate) ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันมะเร็ง กรดไขมันสายสั้นเหล่านี้มีบทบาทในการลดการอักเสบในลำไส้ ฟื้นฟูเซลล์เยื่อบุผิวในลำไส้ใหญ่ และส่งเสริมการทำงานของเซลล์ในลำไส้ที่ปกติ นอกจากนี้ บิวไทเรตยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งทำการโปรแกรมตายตัวเอง (apoptosis)
4.การกำจัดและยับยั้งเชื้อโรค (Exclusion of Pathogens)
โพรไบโอติกมีความสามารถในการแย่งชิงพื้นที่ผิวในลำไส้จากแบคทีเรียที่ก่อโรค โดยป้องกันการติดเชื้อจากแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง โพรไบโอติกยังสามารถสร้างสารต้านจุลชีพ (antimicrobial substances) เช่น แบคทีริโอซิน (bacteriocins) ซึ่งช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรคในลำไส้
5.การจับสารก่อมะเร็งและสารก่อการกลายพันธุ์ (Binding of Carcinogens and Mutagens)
โพรไบโอติกบางชนิดสามารถจับสารก่อมะเร็งและสารก่อการกลายพันธุ์ในลำไส้ เช่น heterocyclic amines และ polycyclic aromatic hydrocarbons ซึ่งมักพบในอาหารปิ้งย่างหรืออาหารแปรรูป การจับสารก่อมะเร็งเหล่านี้ทำให้โพรไบโอติกช่วยป้องกันไม่ให้สารก่อมะเร็งเหล่านั้นเข้าสู่เซลล์เยื่อบุลำไส้และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่อาจนำไปสู่การเกิดมะเร็ง
6.การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System Stimulation)
โพรไบโอติกมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะในลำไส้ ซึ่งมีเซลล์ภูมิคุ้มกันจำนวนมากอยู่ โพรไบโอติกช่วยเสริมสร้างการตอบสนองของเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น เซลล์แมคโครฟาจ (macrophages) และ เซลล์เดนไดรต์ (dendritic cells) รวมถึงการกระตุ้นการผลิตสารไซโตไคน์ที่ช่วยในการต่อสู้กับเชื้อโรคและเซลล์มะเร็ง การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
7.การลดการอักเสบเรื้อรังในลำไส้ (Reduction of Chronic Inflammation)
การอักเสบเรื้อรังในลำไส้เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ โพรไบโอติกช่วยลดการอักเสบนี้โดยการปรับปรุงสมดุลของจุลชีพในลำไส้และลดการผลิตสารที่กระตุ้นการอักเสบ เช่น interleukins และ tumor necrosis factors (TNFs) ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย

ตัวอย่างงานวิจัยที่เกี่ยวกับจุลินทรีย์โพรไบโอติกและมะเร็งลำไส้ใหญ่
1.การศึกษาในมนุษย์เกี่ยวกับจุลินทรีย์โพรไบโอติกและมะเร็งลำไส้ใหญ่ (2023) การทดลองมุ่งเน้นไปที่การใช้โพรไบโอติกในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยได้รับโพรไบโอติกที่ประกอบด้วย Bifidobacterium animalis และ Lacticaseibacillus casei เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าการใช้โพรไบโอติกสามารถลดจำนวนแบคทีเรียที่เป็นอันตรายเช่น Alloprevotella และ Porphyromonas ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีความเกี่ยวข้องกับการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ ยังพบว่าโพรไบโอติกสามารถส่งเสริมการฟื้นฟูสมดุลของจุลชีพในลำไส้หลังการผ่าตัด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันการเกิดซ้ำของมะเร็งลำไส้ใหญ่
2.การศึกษาในสัตว์เกี่ยวกับ Bifidobacterium bifidum (2022) การทดลองดำเนินการในหนูที่ถูกกระตุ้นให้เกิดมะเร็งลำไส้โดยการใช้สารก่อมะเร็ง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าเมื่อให้หนูกินโพรไบโอติกสายพันธุ์ Bifidobacterium bifidum พบว่าจำนวนเนื้องอกในลำไส้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ โพรไบโอติกยังช่วยฟื้นฟูสมดุลของจุลชีพในลำไส้ โดยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียที่มีประโยชน์และลดจำนวนแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค การฟื้นฟูสมดุลของจุลชีพนี้มีบทบาทสำคัญในการลดการอักเสบและการเจริญเติบโตของเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ ผลการทดลองแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโพรไบโอติกในการป้องกันและรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มต้น
3.การศึกษาในมนุษย์เกี่ยวกับ Lactobacillus rhamnosus GG (2021) ในการทดลองทางคลินิกนี้ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มต้นได้รับโพรไบโอติกสายพันธุ์ Lactobacillus rhamnosus GG (LGG) เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการใช้โพรไบโอติก LGG สามารถลดการอักเสบของลำไส้และส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังมีอาการทางเดินอาหารที่ดีขึ้นหลังจากการใช้โพรไบโอติก ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโพรไบโอติกสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ในการลดอาการและสนับสนุนสุขภาพลำไส้หลังการรักษามะเร็ง
โพรไบโอติก
อย่างไรก็ตามการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถทำได้ผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต การวิจัยได้เสนอแนะว่าการเพิ่มการบริโภคผักและผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง การลดปริมาณการบริโภคเนื้อแดง และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ได้ นอกจากนี้ การเลิกสูบบุหรี่และการลดการดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดโอกาสในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ การตรวจคัดกรองเป็นระยะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไปหรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นแนวทางที่ได้รับการแนะนำในการลดอัตราการเกิดโรคนี้ การวิจัยยังคงพยายามหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งรวมถึงการใช้จุลินทรีย์โพรไบโอติกเพื่อช่วยฟื้นฟูสมดุลของระบบจุลชีพในลำไส้ และกลไกต่างๆที่กล่าวดังข้างต้น
นอกจากนี้โพรไบโอติกยังช่วยฟื้นฟูสมดุลของจุลชีพในลำไส้ โดยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียที่มีประโยชน์และลดจำนวนแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค การฟื้นฟูสมดุลของจุลชีพนี้มีบทบาทสำคัญในการลดการอักเสบและการเจริญเติบโตของเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ ผลการทดลองแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโพรไบโอติกในการป้องกันและรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มต้น

References
1. Benson, A. B., Venook, A. P., Al-Hawary, M. M., et al. (2018). Colon cancer, version 2.2018, NCCN clinical practice guidelines in oncology. Journal of the National Comprehensive Cancer Network, 16(4), 359-369. https://doi.org/10.6004/jnccn.2018.0021
2. Deepak, V., Dubey, M., & Verma, S. (2016). Probiotics in the treatment of colon cancer: An overview. Journal of Cancer Prevention, 21(4), 207-215. https://doi.org/10.15430/jcp.2016.21.4.207
3. Deng, X., Yang, J., Zhang, Y., Chen, X., Wang, C., Suo, H., & Song, J. (2023). An update on the pivotal roles of probiotics, their components, and metabolites in preventing colon cancer. Foods, 12(3706). https://doi.org/10.3390/foods12193706
4. Favoriti, P., Carbone, G., Greco, M., Pirozzi, F., Pirozzi, R. E., & Corcione, F. (2016). Worldwide burden of colorectal cancer: A review. Updates in Surgery, 68(1), 7-11. https://doi.org/10.1007/s13304-016-0359-y
5. Omran, A. R., Hani, S. A., Amer, M. Z., & Sani, R. A. (2017). Colorectal cancer: Risk factors and preventive strategies. Asian Pacific Journal of Cancer Prevention, 18(10), 2619-2626. https://doi.org/10.22034/APJCP.2017.18.10.2619
6. Śliżewska, K., Markowiak-Kopeć, P., & Śliżewska, W. (2020). The role of probiotics in cancer prevention. Cancers, 12(6), 1234. https://doi.org/10.3390/cancers12061234
สนใจสั่งซื้ออาหารเสริมโพรไบโอติกจาก Winona Probio หรือติดตาม Winona Probiotic รีวิว เพิ่มเติมได้ที่
โทร. 02-666-9446 (จันทร์ – ศุกร์ 08.30-18.30 น. เสาร์ 09.00 – 18.00 น.)
E-mail: [email protected]
https://winonaprobio.com/shop/





