
ไข้สมองอักเสบโรคร้ายจากหน้าฝน! บรรเทาและรักษาได้ด้วยโพรไบโอติก
มกราคม 5, 2024
โพรไบโอติกสายพันธุ์ไหนที่แก้ไขปัญหาสิวอักเสบ
มกราคม 22, 2024โพรไบโอติก (Probiotic) สำคัญต่อโรคไวรัสตับอักเสบได้อย่างไร ?
ไวรัสตับอักเสบ (Hepatitis virus)
ไวรัสตับอักเสบมี 5 ชนิด ได้แก่ A B C D และ E โดยจะมีลักษณะการติดต่อที่แตกต่างกันไปตามชนิด ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในประเทศไทย ร้ายแรงกว่าที่คิด และคุณอาจป่วยเป็นโรคนี้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งไวรัสตับอักเสบบี และซี ภัยร้ายที่ก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต
ตับอักเสบ เป็นภาวะที่มีการอักเสบเกิดจากการทำลายเนื้อเยื่อ ทำให้การทำหน้าที่ต่างๆ ของตับผิดปกติ นำไปสู่การเจ็บป่วยไม่สบาย โรคตับอักเสบ เป็นโรคที่รู้จักกันมานาน ยังคงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยซึ่งผู้ป่วยโรคนี้ทุกวัย ทั้งชายและหญิง ส่วนใหญ่เป็นโรคตับอักเสบเฉียบพลัน ขณะที่ส่วนน้อยเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมา คือ โรคตับแข็ง และมะเร็งตับ
ชนิดของเชื้อไวรัสตับอักเสบ
– ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ
การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ เกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป ผัก ผลไม้ และน้ำดื่ม
ระยะฟักตัวของเชื้อนี้ ใช้เวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์ โดยเฉลี่ย 4 สัปดาห์หลังรับเชื้อ เด็กมักจะมีอาการน้อย ผู้ใหญ่จะมีอาการชัดเจนของตับอักเสบเฉียบพลัน เชื้อนี้จะออกมากับอุจจาระของผู้ป่วยต้องแต่ในระยะ 2 สัปดาห์ก่อนมีอาการ จนถึงระยะที่มีอาการของโรค เชื้อไวรัสนี้จะทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน ทำให้พบมีการระบาดในชุมชน กลุ่มคนที่รวมกันตาม โรงเรียน หอพัก ค่ายทหาร เป็นต้น
ตับอักเสบจากไวรัส เอ เมื่อเป็นแล้วจะหายเป็นปกติ ไม่เป็นพาหะของโรค ไม่เป็นเรื้อรัง ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นได้หลังจากฟื้นตัว อัตราการตายต่ำมาก
– ไวรัสตับอักเสบชนิด บี
พบคนที่เป็นพาหะ (Carrier) ของเชื้อไวรัสนี้ ในประชาการโลกกว่า 200 ล้านคน ประเทศไทยมีความชุกของพาหะร้อยละ 8-10 คือ ประมาณ 5 ล้านคนที่มีเชื้อไวรัสนี้ในร่างกาย พบเชื้อได้ในเลือด น้ำเหลือง สิ่งคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด น้ำลาย น้ำตา น้ำนม ทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อได้หลายทาง ทางเข้าของเชื้อ ได้แก่
– ทางเพศสัมพันธ์ กับผู้เป็นพาหะของเชื้อนี้
– ทารกคลอดจากมารดาที่เป็นพาหะ อาจติดเชื้อระหว่างคลอด การเลี้ยงดู
– ทางเลือดและน้ำเหลือง การได้รับเลือดของผู้ที่เป็นพาหะอาจเกิดจากการใช้เข็มฉีดยาเสพติดเข้าเส้นร่วมกัน การฝังเข็มการสักการเจาะหูที่ไม่สะอาด การใช้ใบมีดโกน แปรงสีฟันร่วมกัน เป็นต้น
– ทางผิวหนังที่เกิดบาดแผล ผิวหนังถลอก
– ทางสัมผัสใกล้ชิด (Close contact) ระหว่างพาหะกับผู้อื่น เช่นสมาชิกในครอบครัว เด็กวัยเรียน เป็นต้น
ระยะการฟักตัวของเชื้อนี้กินเวลา 30-180 วัน เฉลี่ย 60-90 วัน ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสนี้จะหายเป็นปกติที่เหลือเป็นพาหะของเชื้อต่อไป
พาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีนี้ มักไม่มีอาการแต่สามารถแพร่เชื้อต่อได้ ส่วนหนึ่งอาจป่วยเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง มะเร็งตับได้ ผู้เป็นพาหะของเชื้อนี้มีโอกาสเสี่ยงของมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปถึง 223 เท่าอย่างไรก็ตาม เราสามารถป้องกันโรคนี้ได้โดยใช้วัคซีน
– ไวรัสตับอักเสบชนิด ซี
เป็นสาเหตุที่สำคัญของตับอักเสบที่เกิดขึ้นภายหลังการได้รับเลือด การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี พบในประชากรทั่วไปประมาณร้อยละ 1 ติดต่อได้โดยทางเลือดและน้ำเหลือง การใช้เข็มฉีดยาร่วมในกลุ่มผู้ติดยาเสพติด นอกจากนี้ อาจติดเชื้อได้ทางเพศสัมพันธ์
ระยะฟักตัวของเชื้อนี้ ประมาณ 15-160 วัน เฉลี่ย 50 วัน ทำให้เกิดโรคตับอักเสบเฉียบพลัน เชื้อไวรัสนี้ยังทำให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรังและเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับได้เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบชนิดบี และยังคงเป็นปัญหาต่อไปตราบเท่าที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้
– ไวรัสตับอักเสบชนิด ดี
เป็นไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ ต้องอยู่ร่วมกับไวรัสตับอักเสบ บี พบเชื้อนี้ในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นที่มีเชื้อไวรัส บี และการติดต่อ เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบ บี
– ไวรัสตับอักเสบชนิด อี
มีรายงานการระบาดของไวรัสนี้ในบางประเทศ เช่น อินเดีย กัมพูชา เชื้อไวรัสนี้แพร่โดยการกิน เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบ เอ
อาการของโรคตับอักเสบเฉียบพลัน
มีอาการแบ่งได้เป็น 3 ระยะดังนี้
1. ระยะอาการนำ มีอาการอ่อนเพลีย มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามลำตัว ปวดกล้ามเนื้อ บางรายมีอาการคล้ายไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ เบื่ออาหารมาก คลื่นไส้ อาเจียน อาจปวดท้องบริเวณชายโครงขวามีท้องเสียได้ ปัสสาวะสีเหลือง เข็มผิดปกติ ฯลฯ อาการนำเป็นอยู่ 4-5 วัน จนถึง 1-2 สัปดาห์
2. ระยะอาการเหลือง “ดีซ่าน” ผู้ป่วยมีตาเหลือง ตัวเหลือง อาการทั่วไปดีขึ้น แต่ยังอ่อนเพลียอยู่อาการข้างต้นหายไป หายเหลือง โดยทั่วไประยะเวลาของการป่วย นาน 2-4 สัปดาห์ จนถึง 8-12 สัปดาห์
3. ระยะฟื้นตัว อาจใช้เวลา 2-24 สัปดาห์ (เฉลี่ย 8 สัปดาห์)
การวินิจฉัยโรคตับอักเสบจากไวรัส การตรวจร่างกาย และการตรวจเลือดดังนี้
– ตรวจเลือดสมรรถภาพของตับ (Liver function test) เอ็นไซม์ SGOT & SGPT สูงกว่าปกติ
– ถ้าผู้ป่วยมีดีซ่าน ตรวจเลือดว่าเป็นไวรัสชนิดใด เช่น IgM Anti HAV , HBsAg;IgM Anti HBc , Anti HCV
การรักษาโรคตับอักเสบจากไวรัส
ยังไม่มียารักษาโรคโดยตรง เป็นการรักษาตามอาการได้แก่ การพักผ่อนเต็มที่ ในระยะต้นจะทำให้อ่อนเพลียลดลง งดการออกกำลังกายหนัก การทำงานหนัก งดการดื่มสุรา รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย น้ำหวาน น้ำผลไม้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงในระยะที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก ในรายที่อาการมากอาจให้สารน้ำเข้าเส้นเลือดดำ ให้ยาแก้คลี่นไส้ ยาวิตามิน ฯลฯ
การป้องกันการติดเชื้อ
– การมีอนามัยส่วนบุคคล ส่วนรวมที่ดี เช่น การล้างมือให้สะอาด ก่อนทำสิ่งใดหลังการขับถ่าย การประกอบอาหารถูกหลักอนามัยเลือกรับประทานอาหารที่สุก น้ำดื่มที่สะอาด เป็นต้น
– หลีกเลี่ยงการรับ การสัมผัสเลือด น้ำเหลือง สิ่งขัดหลั่งของผู้อื่น ไม่ใช่เข็มหรือของมีคม ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
– ไม่สำส่อนทางเพศ ใช้ถุงยางอนามัย
การฉีดวัคซีนป้องกัน ไวรัสตับอักเสบ
– ทารกแรกคลอดทุกราย โดยเฉพาะถ้ามารดาเป็นพาหะของเชื้อ
– เด็กทั่วไป เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
– เด็กโต วัยรุ่น ผู้ใหญ่ อาจเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีแล้ว ให้ตรวจเลือดก่อนพิจารณาฉีดวัคซีนคือ ตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อไวรัส บี (HBc Ab) ถ้าผลตรวจเป็นลบ ควรฉีดวัคซีนป้องกันให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคไวรัสตับอักเสบบี ถ้ามีผลตรวจเป็น บวกตัวใดตัวหนึ่ง ไม่ต้องรับการฉีดวัคซีนนี้ รายละเอียดการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี โปรดปรึกษาแพทย์
– การฉีดวัคซีนป้องกัน ไวรัสตับอักเสบ เอ ใช้เมื่อมีการระบาดในบริบาลทารก โรงเรียน ฯลฯ
บทบาทโพรไบโอติก (Probiotic) ต่อโรคไวรัสตับอักเสบ
มีหลากหลายงานวิจัยที่ทำการวิจัยเกี่ยวกันการบรรเทาโรคไวรัสตับอักเสบด้วยอาหารเสริม โพรไบโอติก (Probiotic) ผลการทดลองเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าโพรไบโอติก ช่วยลดค่า pH ของอุจจาระและลดการดูดซับแอมโมเนีย ซึ่งส่งผลไม่ให้อาการจากไวรัสตับอักเสบรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ระดับซีรั่มของเอนไซม์ตับและสารอื่นๆ ที่ตับสังเคราะห์จะถูกปรับให้อยู่ในระดับสมดุลและดีขึ้นภายหลังการบริโภคโพรไบโอติก และไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใดใด ทั้งนี้ผลดังกล่าวอยู่ในเคสของผู้ป่วยที่เกิดโรคดังกล่าวแล้วรักษาตามคำสั่งแพทย์พร้อมกับทานโพรไบโอติกร่วมด้วย
แต่ผู้ที่ยังไม่มีอาการหรืออาจมีความเสี่ยง ก็สามารถทานโพรไบโอติกได้เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีของร่างกาย ป้องกันไวรัสเข้าสู่ร่างกายและที่สำคัญหลักเลี่ยงพฤติกรรมต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดโรคชนิดนี้เป็นสิ่งที่สมควรที่สุด
กรมอนามัยแนะรับประทาน โพรไบโอติก (Probiotic) สำหรับผู้ที่มีมีอาการหลังหายติดเชื้อไวรัส เพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายและกระตุ้นระบบ “ภูมิคุ้มกัน” ให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการกินอาหารครบ 5 หมู่ ปรุงสุก สะอาด เน้นอาหารย่อยง่าย และควรบริโภคอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ร่วมด้วย

สนใจสั่งซื้ออาหารเสริมโพรไบโอติกจาก Winona Probio
หรือสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับโพรไบโอติก (Probiotic) เพิ่มเติมได้ที่
โทร. 02-108-8533
LINE@ : https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=winonaprobio
Facebook : https://www.facebook.com/WinonaProbioticsTH/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCr-jVGP41LxgcmL7343k2tA
E-mail: [email protected]
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
1. กรมอนามัย https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/160265/
2. งานวิจัย Imani Fooladi, Abbas Ali et al. “Probiotic as a novel treatment strategy against liver disease.” Hepatitis monthly vol. 13,2 e7521. 25 Feb. 2013, doi:10.5812/hepatmon.7521
3. งานวิจัย Shi K, Zhang Q, Zhang Y, Bi Y, Zeng X, Wang X. Association between probiotic therapy and the risk of hepatocellular carcinoma in patients with hepatitis B-related cirrhosis. Front Cell Infect Microbiol. 2023;12:1104399. Published 2023 Jan 13. doi:10.3389/fcimb.2022.1104399
4. เว็บไซต์ https://www.phyathai.com/th/article
5. เว็บไซต์ https://www.paolohospital.com/TH-TH/CENTER/Article/Details



