
ความดันโลหิตสูงช่วยได้ด้วยโพรไบโอติกส์
กันยายน 1, 2023
โพรไบโอติกส์สามารถช่วยลดผมร่วง ?
กันยายน 1, 2023
เครดิตภาพ : https://static.trueplookpanya.com/tppy/member/m_557500_560000/559384/cms/images/shutterstock_773122657.jpg
อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่..ช่วยได้ด้วยโพรไบโอติก (Probiotic) จริงหรือไม่ ?
บอกลาอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ด้วยโพรไบโอติก (Probiotic)
โรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary Incontinence)
โรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่และกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกัน ได้แก่ ปัสสาวะบ่อยมาก ทั้งกลางวัน กลางคืน ปวดกลั้นมากขณะที่จะไปห้องน้ำจนบ่อยครั้ง หรือบางครั้งกลั้นไม่อยู่ราดออกไปก่อน สตรีหลังคลอดบุตรตามธรรมชาติผ่านช่องคลอด 2 – 3 คนแล้ว อาจจะพบว่ามีอาการปัสสาวะเล็ดออกมาบ้างทั้งน้อยหรือมากเมื่อเวลาเป็นหวัด มีไอและจาม พบว่าปัสสาวะเล็ด เรียกว่า ปัสสาวะเล็ดเมื่อมีการออกแรงเบ่งช่องท้อง (Stress Urinary Incontinence, SUI) หรือผู้ที่มีภาวะอ้วน ส่วนพื้นที่ของไขมันอาจกดทับกระเพาะปัสสาวะ รวมทั้งอาจเกิดขึ้นได้เมื่อก้มลงยกของหนักจากพื้นหรือกระโดดออกเอกเซอร์ไซส์ หรือแม้แต่ก้าวขึ้นบันไดหลาย ๆ ขั้นก็ตาม
สาเหตุโรค
สาเหตุหลักที่สำคัญและเกี่ยวข้องโดยตรงในสตรีเพศเป็นเพราะว่า กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนลง กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่หย่อนอาจจะดึงท่อปัสสาวะและช่องคลอดหย่อนลงมาด้วยเป็นมุมที่ทำให้ปัสสาวะเล็ดราดออกมาได้ง่าย
ประเภทโรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
กลุ่มอาการปัสสาวะกลั้นไม่อยู่ (Urinary Incontinence) ในมุมมองของการแพทย์ในปัจจุบันมีการจัดจำแนกอาการเหล่านี้เป็นรายละเอียดให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไป เพื่อการซักถามปรึกษาอาการและแนวทางการตรวจวิฉิจฉัย และการวางแผนการปรึกษาและแนะนำผู้ป่วยต่อไป แบ่งออกได้ดังต่อไปนี้
- ปัสสาวะกลั้นไม่อยู่ที่เป็นมาแต่กำเนิด (Congenital)
- ปัสสาวะรดที่นอน (Bed Wetting Enuresis)
- ปัสสาวะกลั้นไม่อยู่จากระบบประสาท (Neurogenic)
- ปัสสาวะเล็ดเมื่อออกแรงเบ่ง (Stress Urinary Incontinence)
- ปัสสาวะราดกลั้นไม่ได้ (Urge Incontinence)
- ปัสสาวะเล็ดและราดร่วมกัน (Mixed Incontinence) หมายถึงอาการข้อ 4 และข้อ 5 เป็นร่วมกัน
- ปัสสาวะล้นซึม (Over Flow Incontinence)
- ปัสสาวะบ่อยมากในช่วงกลางวัน (Urinary Freguency Daytime)
- ปัสสาวะบ่อยในช่วงเวลากลางคืน (Nocturia Night Time)
- ปัสสาวะปวดกลั้น (Urgency)
- กระเพาะ, ปัสสาวะไวเกิน (Over Active Bladder) หมายถึงกลุ่มอาการในข้อ 5, 8, 9 และ10 รวม ๆ กัน)
การตรวจวินิจฉัยและการรักษา
เริ่มเน้นที่การซักถามประวัติและอาการปัจจุบันอย่างละเอียดเป็นสำคัญ จะสามารถแยกแยะอาการแสดงที่เป็นอยู่ และพอที่จะทราบชนิดของปัสสาวะกลั้นไม่อยู่
- ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต รวมทั้งโรคที่เป็นอยู่ถึงปัจจุบัน เช่น โรคความดัน เบาหวาน หัวใจ ระบบประสาท รวมทั้งการผ่าตัดรักษาและอุบัติเหตุที่ส่งผลถึงระบบทางเดินปัสสาวะ
- ประวัติการคลอดบุตร และในเพศชายเน้นอาการโรคต่อมลูกหมากโต รวมทั้งระบบทางเพศและฮอร์โมน ฯลฯ
- ประวัติการใช้ยารักษาในปัจจุบัน โดยเฉพาะยาขับปัสสาวะ ยานอนหลับ กล่อมประสาท เป็นต้น
- สภาพทางจิตใจและอารมณ์ ฯลฯ
- การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น อาชีพ อาหาร และการออกกำลังกาย
การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
- ตรวจปัสสาวะเพื่อตัดปัญหาการอักเสบ
- ตรวจสอบความแรงของสายปัสสาวะ (Uroflowmetry, Residual Urine)
- ตรวจระบบประสาททางเดินปัสสาวะ ถ้าจำเป็น (Urodynamic)
- ตรวจส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ ถ้าจำเป็น
- อื่น ๆ
การรักษาโรค
- การบริหารทานยา
ปกติไม่สามารถช่วยในกลุ่มอาการปัสสาวะเล็ดได้ เนื่องจากเป็นปัญหาของกลุ่มกล้ามเนื้อเชิงกราน ยาอาจจะช่วยได้ในอาการปัสสาวะกลั้นไม่อยู่ Urgency Incontinence เท่านั้น แต่อาจมีผลข้างเคียงทำให้ปัสสาวะขัดไปอีกด้วย - การผ่าตัดรักษาผ่านบริเวณช่องคลอด
ในกรณีที่ผู้ป่วยอาการเป็นมากและเป็นมานาน อาจจะไม่สามารถหายได้จากการฝึกฝนกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน อาจจะต้องได้รับการผ่าตัดรักษา ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นสาย Sling ยกให้ท่อปัสสาวะส่วนต้นและกระเพาะปัสสาวะไม่หย่อนลงไปตามกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน - บริหารอุ้งเชิงกราน Pelvic Floor Muscle Exercise
ที่ผ่านมาในอดีตเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว บ่อยครั้งซึ่งผู้ป่วยที่มีปัญหาเก็บและขับถ่ายปัสสาวะผิดปกติ เนื่องจากความบกพร่องของกลุ่มกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อหูรูด ท่อปัสสาวะ ท่อทวารหนัก ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่เล็ดราดเมื่อไอจามหรือออกแรงเบ่งช่องท้อง โดยเฉพาะในเพศหญิงปัสสาวะเล็ดราดสภาพการเสื่อมทางสรีระของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานนี้มักจะเกี่ยวกับการคลอดบุตร การตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคอ้วนน้ำหนักเกินมากอ่อนแรงลง ดังนั้นการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่เรารู้จักกันมานานเรียกว่า “Kegel Exercises” หรือ Pelvic Floor Muscle Exercise, PFME จึงเป็นวิธีการที่ทางการแพทย์ได้แนะนำและสอนให้ผู้ป่วยทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปกติต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 สัปดาห์ถึง 3 เดือน วันละ 2 – 3 รอบ
โพรไบโอติก (Probiotic) สามารถช่วยโรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้หรือไม่ ?
หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ไม่ค่อยมีการนำมาทดสอบ วิจัย เพื่อหาวิธีรักษาจากโพรไบโอติก (Probiotic) เพราะทราบต้นตอของโรคนั้นมาจากทางภายภาพ หรืออวัยวะอุ้งเชิงกราน แต่ปัจจุบันมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการรักษาโรคนี้เพิ่มมากขึ้นร่วมกับการบริหารอุ้งเชิงกราน กระเพาะปัสสาวะ หรืออวัยวะที่มีการทำงานเกี่ยวเนื่องกัน เพื่อพัฒนาการรักษาโรคให้มีอุบัติการณ์ที่ลดลง และบรรเทาการเกิดโรคเหล่านี้ จากปัจจัยเรื่อง อายุ และความอ้วน
งานวิจัยนี้กล่าวว่า ไมโครไบโอมในปัสสาวะมีส่วนสำคัญต่อความแข็งแรงของอวัยวะเพศรวมถึงกระเพาะปัสสาวะ แลคโตบาซิลลัสเป็นแบคทีเรียที่พบได้บ่อยที่สุดในไมโครไบโอมในปัสสาวะของผู้หญิง แต่ยังมีแบคทีเรียอื่นๆ เช่น สเตรปโตคอคคัส, สตาไฟโลคอคคัส, แอโรคอคคัส, การ์ดเนเรลล่า และบิฟิโดแบคทีเรียม มีหลักฐานว่าไมโครไบโอมในปัสสาวะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ นอกจากนี้ การศึกษาก่อนหน้านี้ยังแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงที่มีภาวะทางระบบทางเดินปัสสาวะต่างๆ รวมถึงกระเพาะปัสสาวะไวเกินและโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบคั่นระหว่างหน้า/อาการปวดกระเพาะปัสสาวะ มีไมโครไบโอมในปัสสาวะที่เปลี่ยนแปลงไป
ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (UI) เป็นภาวะที่ก่อให้เกิดภาระและมีความชุกสูงในสตรีวัยกลางคนถึงสูงอายุ มีการศึกษาก่อนหน้านี้กล่าวว่ากระเพาะปัสสาวะของบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงมี microbiome ที่อาศัยอยู่ซึ่งอาจมีบทบาทที่แตกต่างกันผู้ที่มีภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ จึงได้ทำการศึกษาไปที่ urobiome (ไมโครไบโอมในปัสสาวะที่อิงตามปริมาณการเพาะเลี้ยงในปัสสาวะแบบขยายหรือเชิงปริมาณจีโนม) และกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้อง เช่น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบกระเพาะปัสสาวะไวเกินในสตรี และการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
ผลการทดสอบบอกว่าแลคโตบาซิลลัสบางสายพันธุ์อาจมีบทบาทในการรักษาสภาพแวดล้อมของกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ความหลากหลายของจุลินทรีย์ตัวดีที่สูงขึ้น อาจเป็นตัวช่วยในการรักษาโรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในอนาคตได้และยังคงต้องศึกษาต่อๆ ไป เพราะการที่กระเพาะปัสสาวะแข็งแรงขึ้นนั้น ปัจจัยต่างๆ เช่น ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินทำให้ไขมันอาจมีการเบียดกระเพาะปัสสาวะ อายุ ฮอร์โมน อาจมีผลต่อกระเพาะปัสสาวะน้อยลงได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะศึกษาในลำดับต่อไป
ถึงโพรไบโอติก (Probiotics) อาจจะยังหาคำตอบไม่ได้ว่าสามารถช่วยเรื่องการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้โดยตรงหรือไม่ แต่โพรไบโอติกนอกจากจะช่วยเรื่องปรับสมดุลทางเดินอาหารแล้วอาจมีส่วนช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์บริเวณกระเพาะปัสสาวะส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะแข็งแรงมากขึ้น
ซึ่งโพรไบโอติก (Probiotic) สายพันธุ์ไทยสามารถหารับประทานได้จากผลิตภัณฑ์อาหารเสริม Winona Probio เป็นโพรไบโอติก (Probiotics) ชนิดจุลินทรีย์มีชีวิตเจ้าแรกที่อยู่ในแคปซูลของคนไทย (โปรไบโอติกแคปซูล) สูตรเฉพาะของ Winona Probio โดยศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านวิจัยโพรไบโอติก คณะแพทยศาสตร์ มศว ได้คิดค้นและพัฒนาโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย L. paracasei MSMC39-1 และ Bifidobacterium animalis TA-1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ท้องถิ่นที่คัดแยกพัฒนาและทดสอบในกลุ่มประชากรไทย จึงเหมาะกับสภาวะคนไทยมากที่สุด ด้วยคุณสมบัติที่ดีมากเป็นโพรไบโอติก (Probiotics) แบบเชื้อเป็น เป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิตอยู่ในรูปแบบของแคปซูล (โปรไบโอติกแคปซูล) ที่พร้อมเข้าไปเติบโตยึดเกาะที่ผนังของลำไส้ ช่วยในการปรับระบบองค์รวมของสุขภาพได้ทันที และผลิตภัณฑ์ Postbio Feminine Wash โพสต์ไบโอ เฟมินิน วอช โดยมีการนำสารทางชีวภาพจากโพรไบโอติก Lactobacillus paracasei MSMC 39-1 ที่หลั่งออกมาจากกระบวนการหมักของโพรไบโอติกสามารถช่วยรักษาความสะอาดของจุดซ่อนเร้นและปรับสมดุลจุลินทรีย์ในช่องคลอดให้สมดุลได้
และล่าสุดยังมีแนวโน้มจากงานวิจัยใหม่ ๆ ว่า โพรไบโอติก อาจมีบทบาทต่อการเสริมภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ในทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีแนวโน้มเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบซ้ำซ้อนหรืออาการปัสสาวะบ่อย โพรไบโอติกจึงอาจช่วยให้กระเพาะปัสสาวะแข็งแรง ลดโอกาสการติดเชื้อ และเสริมการฟื้นฟูร่วมกับการบริหารอุ้งเชิงกรานได้ในระยะยาวอีกด้วย
สนใจสั่งซื้ออาหารเสริมโพรไบโอติกจาก Winona Probio หรือสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับโพรไบโอติก (Probiotic), สายพันธุ์โปรไบโอติก, โพรไบโอติก กินตอนไหน, โพรไบโอติก ประโยชน์ หรือโปรไบโอติกกินทุกวันได้ไหม เพิ่มเติมได้ที่
โทร. 02-821-5501
LINE@ : https://page.line.me/khq1649x?oat__id=2226228&openQrModal=true
Facebook : https://www.facebook.com/WinonaProbio
Youtube : https://www.youtube.com/@bywinonaprobiotics2569
E-mail: [email protected]
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- งานวิจัย Govender, Yashini et al. “The Current Evidence on the Association Between the Urinary Microbiome and Urinary Incontinence in Women.” Frontiers in cellular and infection microbiology vol. 9 133. 1 May. 2019, doi:10.3389/fcimb.2019.00133
- เว็บไซต์ https://www.bangkokhospital.com/content/never-ignore-urinary-incontinence





